Switch Hub คืออะไร

Hub Switch หน้าที่หลักจะเหมือนกันคือ เชื่อมต่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่คนละที่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ พูดง่ายๆ ก็คือเป็นอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ในระบบเครือข่ายเข้าด้วยกัน
Hub จะทำงานที่ Layer 1 ทำหน้าที่ทวนซ้ำสัญญาณ เช่น ในระบบเครือข่ายมี PC 10 เครื่อง เมื่อ PC1 ต้องการส่งข้อมูไปยัง PC5 ในขณะนั้น PC อื่นๆ จะไม่สามารถส่งข้อมูลได้ Switch จะทำงานที่ Layer 2 จะทำงานเหมือนกับ Hub แต่ ขณะที่ PC1 ส่งข้อมูลไปยัง PC5 PC อื่นๆ จะยังสามารถส่งข้อมูลได้พร้อมๆ กัน

Layer 3 switchคืออะไร
คืออุปกรณ์ในการทำ Routing (รับส่งข้อมูลระหว่างเน็ตเวิร์ก) เหมาะสมในการนำไปใช้ในระบบเน็ตเวิร์กที่มีการใช้งาน VLAN (VLAN เป็นการแบ่งพอร์ทต่างๆ ที่มีอยู่ในสวิทช์ ให้เป็นเสมือนแยกกันอยู่คนละเน็ตเวิร์ค) และต้องการให้อุปกรณ์ Computer ที่อยู่ในแต่ละ VLAN สามารถติดต่อกันได้
switch คืออะไร
ถ้าไม่เฉพา่ะเจาะจง Switch มันก็คืออะไรก็ได้ ที่ใช้สำหรับเปิดหรือปิดแต่ถ้าในวงการคอมพิวเตอร์ก็คงจะหมายถึง Network Switch (เน็ตเวิร์ค สวิตซ์) เน็ตเวิร์ คสวิตซ์ คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เครื่องข่าย สำหรับเชื่อมเครือข่ายแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน ลักษณะทางกายภาพของเน็ตเวิร์คสวิตซ์จะเหมือนกับเน็ตเวิร์คฮับ (Network Hub) ทุกประการ แตกต่างกันที่เน็ตเวิร์คสวิตซ์จะ "ฉลาด" กว่า 
หลักการของ เน็ตเวิร์คฮับก็คือ เมื่อได้รับข้อมูลมาจากพอร์ท (ช่อง) ใดๆ ก็จะส่งข้อมูลนั้นไปยังทุกช่องที่มี ความฉลาดของเน็ตเวิร์คสวิตซ์ก็คือจะสามารถวิเคราะห์แพคเกจของข้อมูล (data package) และเลือกส่งไปเฉพาะช่องที่กำหนดไว้เท่านั้น การที่มันทำงานแบบนี้ก็ช่วยให้ประหยัดแบนวิดท์ (Bandwidth) ของเครื่องข่าย และให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าด้วย
ปัจจุบันแทบไม่มีเน็ตเวิร์คฮับให้ เห็นแล้ว ส่วนเน็ตเวิร์คสวิตซ์ก็มีราคาเริ่มต้นเพียงไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น ส่วนรุ่นสุดหรูที่โครตฉลาดก็มีราคาหลายแสนไปจนถึงเป็นล้านก็มี
Switch เป็นอุปกรณ์ศูนย์กลาง สำหรับเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ หลายเครื่องเข้าด้วยกันด้วยอุปกรณ์ 3 อย่าง คือ สาย UTP(Unshieled Twisted Pair แบบ Category 5(CAT5)) หัว RJ45 สำหรับเข้าหัวท้ายของสาย และ Network adapter card โดยSwitch เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้น โดยเลือกส่งข้อมูลถึงผู้รับเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ทำให้เครือข่ายที่ใช้ switch มีความเร็วสูงกว่าเครือข่ายที่ใช้ hub และมีความปลอดภัยสูงกว่า มีการพัฒนา switch ให้ทำงานใน Layer 3 ของ OSI ได้ ซึ่งมีความสามารถเป็น IP switching ทีเดียว

Cr : 
thaicourt.blogspot.com

สายแลนคืออะไร มีกี่ชนิด ประโยชน์ของสายแลน

การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่ดีที่สุดก็คือการเชื่อมต่อแบบ Ethernet หรือการเชื่อมต่อทางสายนำสัญญาณที่เราเรียกกันว่าสายแลนนั้นเอง การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ต่อคอมพิวเตอร์ ก็จำเป็นที่ต้องใช้สายแลนเช่นกัน ซึ่งสายแลนเป็นสายนำสัญญาณในระบบ Network ที่เราต้องทำความรู้จัก

สายแลนคืออะไร
สายแลน (Lan Cable)เป็นสายนำสัญญาณที่ใช้ต่อกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายอย่าง Switch หรือ Hub และสายแลนก็ใช้ต่อกับ โมเด็มเราเตอร์เพื่อเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย การส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์โดยตรงก็สามารถที่จะใช้สายแลนในการเชื่อมต่อได้เช่นกัน
สายแลน
การเลือกซื้อสายแลนนั้นเราควรเลือกซื้อให้เข้ากับอุปกรณ์เชื่อมต่อ อาทิ Switch HUB Modem Router โดยส่วนใหญ่แล้วอุปกรณ์เหล่านี้จะมีอัตราความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 10/100/1000 Mbps ซึ่งสายแลนที่นิยมใช้งานมากที่สุดจะเป็นสายแบบ UTP (UNSHIELD TWISTED PAIR) คือ สายตีเกลียวที่ไม่มีตัวป้องกัน โดยสายแลนต้องมีการเข้าหัวต่อเพื่อเชื่อมเข้าอุปกรณ์ ซึ่งหัวนี้เรียกว่า RJ-45

สายแลนมีกี่ประเภท
สายแลนแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับ ลักษณะของสายแลน
1.แบ่งตามการใช้ภายนอกและภายในอาคาร โดยที่สายภายนอกอาคารจะมีปลอกหุ้มที่แข็งกว่าและหนากว่าสายภายในเพื่อให้ทนต่อสภาพอากาศภายนอกอาคาร
2.แบ่งตามลักษณะการหุ้มฉนวน มีตั้งแต่ฉนวนอย่างเดียวไม่มีฟอยล์ มีฟอยล์นอก และมีฟอยล์หุ้มทั้งหมด
3. แบ่งตามคุณภาพความถี่ที่รองรับได้
- ประเภทที่หนึ่ง คือ UTP UTP CAT5 คือ สายแลน ที่เป็นสายทองแดงที่มีความเร็วที่ต่ำ ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 100 Mbps สายชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้งานกันซักเท่าไรเนื่องด้วยอความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลที่ต่ำ
- ประเภทที่สอง UTP CAT5e คือ สายแลนที่เป็นสายทองแดงที่มีความเร็วที่ต่ำ ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 1 Gpbs
- ประเภทที่สาม UTP CAT6 คือ สายแลนที่เป็นสายทองแดงที่มีความเร็วที่ต่ำ ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 10 Gpbs BANWIDTH อยู่ที่ 250MHz
- ประเภทที่สี่ UTP CAT7 คือ สายแลนที่เป็นสายทองแดงที่มีความเร็วที่ต่ำ ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 10 Gpbs BANWIDTH อยู่ที่ 600MHz
4. แบ่งตามการเข้าหัว ของสายแลนตามลักษณะการใช้งาน
สายแลน เป็นสายนำสัญญาณที่เราควรเลือกให้เหมาะกับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและการเข้าหัวของสายแลนก็มีส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้การเชื่อมต่อมีความเสถียรภาพและการส่งข้อมูลที่ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกใช้งานสายแลนเราก็ควรเลือกตามลักษณะงานที่เราจะใช้งานด้วยเช่นกัน
Cr : เกร็ดความรู้.net

โคโล (Colo) คืออะไร

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาแนะนำให้ท่านทราบว่า โคโล (Colo) คืออะไร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการโหลดบิทนะครับColo ย่อมาจาก Co-location ซึ่งมาจากการที่ มีกลุ่มผู้ให้บริการให้เช่าโคโลนี้ นำเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกกันว่าเซิฟเวอร์ของเค้า ไปวางไว้ที่ดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อต่ออินเตอร์เนทความเร็วสูง เพื่อใช้ในการโหลดบิทโดยเฉพาะ แล้วนำเซิฟเวอร์ตัวนั้นๆ มาแบ่งพื้นที่ให้เราเช่าใช้ยังไงล่ะครับลักษณะการใช้งานโคโลก็คือ ผู้ที่ต้องการใช้บริการสามารถติดต่อขอเช่าพื้นที่ในเซิฟเวอร์นั้นๆ โดยจะเค้าคิดเงินตามจำนวนพื้นที่ ฮาร์ดดิส จ่ายกันเป็นรายเดือนไปน่ะครับ
เรทราคาก็จะอยู่ที่ประมาณ เริ่มต้นที่เดือนละ 170 กว่าบาทขึ้นไปแล้วแต่ แพคแกจน่ะครับ ลักษณะของการทำงานก็คือ เราไปเช่าคอมพิวเตอร์(เซิฟเวอร์) ของเค้าใช้ ซึ่งคอมพิวเตอร์เหล่านี้จะมีสเปคเครื่องที่สูงมาก และมีอินเตอร์เนทที่ความเร็วสูงกว่าเนทตามบ้าน อาจเป็นร้อยเท่า
ทำให้เราสามารถดาวน์โหลดและอัพโหลดไฟล์ต่างๆ ด้วยเวลาที่สั้นมากๆน่ะครับ ส่วนการใช้งาน เราสามารถใช้งานเครื่องเซิฟเวอร์นั้นๆ โดยการคอนโทรล ผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า Remote desktop
ทำให้เราสามารถใช้เซิฟเวอร์ของเค้า จากที่ไหนก็ได้ตราบใดที่ท่านมีอินเตอร์เนท และใช้ Windows (จริงๆ Mac ก็ได้ครับ แต่อย่าเพิ่งไปรู้เลย เดี๋ยวจะยิ่ง งง) อย่าเพิ่งงงครับ ผมจะอธิบายต่อไปอยู่นี่แหละ
รีโมทเดสทอป คือโปรแกรมคอนโทรลคอมพิวเตอร์จากระยะไกล ซึ่งทำให้ผู้ใช้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของโลก ขอเพียงแค่มี อินเตอร์เนทและ ใช้ Windows ตั้งแต่ XP ขึ้นไป จะเป็น Vista, 7 ( หรือ Mac ถ้าท่านไปโหลดโปรแกรมรีโมทเดสทอปสำหรับวินโดว์มาลง) สามารถคอนเนคเข้าไปที่คอมพิวเตอร์ที่ทำการเปิดรับระบบรีโมทไว้
และเมื่อผู้ใช้ต่อเข้าไปแล้ว ก็จะสามารถทำงานได้ทุกอย่างเสมือนท่านนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นั้นๆนะครับ เพราะท่านจะเห็นหน้าจอของคอมพิวเตอร์นั้นๆ ที่หน้าจอของท่าน ทุกสิ่งที่ท่านพิมพ์ลงไปจะเป็นการทำงานบนคอมพิวเตอร์ที่อยู่ระยะไกล ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ของท่าน
จนกว่าท่านจะลอคออกมา ท่านถึงจะกลับมาที่คอมพิวเตอร์ของท่านเอง ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่า ท่านจะอยู่ที่ไหนของโลก ก็สามารถต่อเข้ามาที่คอมพิวเตอร์ที่มีการเปิดรับระบบนี้ไว้ได้ตลอดเวลาเลยนะครับ
อ๋อข่าวดีอีกเรื่องนะครับ เจ้าโปรแกรมตัวนี้ มีติดมากับ Windows ทุกเครื่องฟรีครับ ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง ท่านสามารถใช้คอมพิวเตอร์ของท่านต่อระบบรีโมทไปที่ไหนก็ได้ ที่ท่านมีแอคเคานท์อยู่ ได้เลยนะครับ
แล้วก็ไม่ต้องกลัวนะครับ ถ้าคนอื่นต้องการจะต่อเข้ามาที่เครื่องของท่าน จะต้องทำการเซทระบบซึ่งยุ่งยากพอสมควร แล้วเค้าก็ต้องรู้ ไอพี ของท่าน พร้อมทั้ง ลอคอิน กับพาสเวิดของเครื่องของท่านอีก เห็นไหมครับว่ายุ่งยากแค่ไหน เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลครับ
ทีนี้กลับมาว่ากันต่อเรื่องโคโล หลายท่านก็อาจจะมีคำถามขึ้นมาว่า ทำไมต้องเช่าใช้โคโล ในเมื่อโหลดบิทจากบ้านเอาก็ได้ ผมก็จะยกตัวอย่างข้อเสียจากบทความที่แล้วมาอธิบายนะครับ
ข้อเสียของการโหลดบิท
-ใช้เวลาในการโหลดนาน ยิ่งบางครั้งโชคร้ายถ้าเจอคน seed น้อยๆที่เปิดๆ ปิดๆคอม เราก็ต้องมาคอยเปิดคอมทิ้งไว้รอให้เค้าปล่อยต่อ เราถึงจะโหลดจนเสร็จได้
เนทของโคโลมีความเร็วที่สูงมาก ซึ่งเร็วกว่าเนทปกติทั่วไปตามบ้านเป็นร้อยเท่า ทำให้การโหลดหนังหนึ่งเรื่องที่ปกติใช้เวลา 1 วัน สามารถเสร็จได้ใน 10 นาที ถ้าเจอไฟล์ที่มีคนปล่อยน้อยก็ไม่ต้องกังวล เพราะขอแค่เค้าปล่อยมาให้เราสัก 30-60 นาที เราก็โหลดเสร็จได้นะครับ
ถ้าโหลดหนังภาพสวยๆระดับ HD (High Definition) 20 เรื่องจากบ้าน ใช้เวลาเป็นเดือนในขณะที่ใช้โคโลใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ดูหนังกันแทบไม่ทันล่ะครับ บางท่านถึงขนาดเช่าโคโลเอาไว้โหลดหนังหรือเพลงไปขายเลยล่ะครับ
-ต้องเปิดคอมทิ้งไว้เป็นเวลานานทำให้เปลืองไฟ เพราะโหลดเสร็จแล้วก็ต้องปล่อยต่อให้คนอื่นๆอีก ทำให้ต้องเปิดคอมไว้ทั้งวันทั้งคืน
เราไม่จำเป็นต้องเปิดคอมไว้ตลอดเวลา เพราะเครื่องเซิฟเวอร์ที่เราเช่าใช้อยู่เปิด 24 ชม.อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เราแค่เปิดคอมของเราเมื่อเวลาที่ต้องการเข้ามาดูไฟล์ที่เซิฟเวอร์ หรือต้องการโหลดไฟล์ใหม่ก็พอ อันนี้มีผลทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่อง Ratio อีกต่อไปเพราะปล่อยกันทั้งวันทั้งคืน
-บางครั้งถ้าท่านโหลดจากหอพัก หรือออฟฟิศ อาจถูกบลอคจากทางเจ้าหน้าที่ของออฟฟิศ หรือ หอพักนั้นๆทำให้โหลดไม่ได้
เซิฟโคโลมีการเซทสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ให้หมดแล้ว ตราบใดที่เราสามารถเล่นอินเตอร์เนท ผ่าน Internet Explorer หรือ Firefox ได้ เราก็สามารถรีโมทเข้าไปที่เซิฟโคโลได้โดยผ่านทาง ผ่าน Internet Explorer หรือ Firefox นั่นแหละ
-การโหลดบิทจะมีการรับส่งข้อมูลที่มากเกือบตลอดเวลา ทำให้ความเร็วของอินเตอร์เนท ของคนอื่นๆที่แชร์กันอยู่กับท่านในสายเส้นเดียวกันจะช้าลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ในบ้านเดียวกัน หรือ ออฟฟิศเดียวกัน เพราะฉะนั้นโดยมากตาม ออฟฟิศจึงบลอคบิทเอาไว้ไม่ให้โหลดได้
เราใช้เครื่องและสายอินเตอร์เนทของเซิฟโคโล ไม่ใช่จากเครื่องของเราเอง ปริมาณการรับส่งในการใช้รีโมทเข้าไปที่เซิฟเวอร์ มีปริมาณที่น้อยมากๆซึ่งไม่สามารถมีผลกระทบใดๆกับความเร็วของอินเตอร์เนท ของคนอื่นๆที่แชร์กันอยู่กับเราในสายเส้นเดียวกันได้
ข้อเสียของการเช่าใช้โคโล มีอย่างเดียวครับก็คือ ไฟล์ที่โหลดมาจะอยู่ที่ในเครื่องโคโล เพราะฉะนั้น การจะเอาไฟล์กลับมาที่เครื่องของท่านเอง ทำได้ 3 ทางคือ
1.ท่านจะต้องเดินทางไปเอาฮาร์ดดิส ของท่านไปต่อกับเครื่องเซิฟเวอร์เพื่อก๊อปปี้ไฟล์มาไว้ในฮาร์ดดิสของท่าน ตึกดาต้าเซ็นเตอร์จะอยู่ที่ ตึก กสท. ไปรษณีย์กลาง บางรัก เปิด 24 ชม. ไม่มีวันหยุด ที่จอดรถกว้างขวางสะดวกสบาย ท่านสามารถเข้าไปก๊อปข้อมูลของท่านเวลาใดก็ได้ เค้าจะมีพนักงานคอยบริการอยู่ตลอด 24ชม.นะครับ
2.ทางโคโลที่ให้เช่าจะมีบริการ ให้ท่านส่งฮาร์ดดิสไปให้เค้า ทาง EMS,พัสดุลงทะเบียน หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็แล้วแต่ หลังจากนั้น เค้าก็จะส่งกลับให้ท่าน แบบเดียวกัน ซึ่งค่าใช้จ่ายตกประมาณ ครั้งละ 120-150 บาท ซี่งแบบนี้จะสะดวกกว่าสำหรับคนที่อยู่ต่างจังหวัด
ถามว่าคุ้มไหม ในความเห็นของผมนะครับ ถ้าท่านซื้อหนังจากพันทิพย์ปกติก็เรื่องละ 120-150 บาทแล้ว แต่นี่ท่านเสียค่าส่งครั้งละพอๆกัน แต่ได้หนังทีละ 50-100 เรื่องแล้วแต่ขนาดของฮาร์ดดิสที่ท่านเช่าไว้ ท่านว่าคุ้มไหมล่ะครับ ยิ่งถ้าเป็นพวกหนัง HD หรือ Bluray ราคาต่อแผ่นถ้าไปซื้อเอาก็เรื่องละหลายร้อยเลยนะครับ
3. โหลดกลับทาง FTP ซึ่งต้องใช้โปรแกรม FTP เพื่อโหลดไฟล์กลับผ่านทาง internet แต่ความเร็วก็จะขึ้นอยู่กับ internet ของท่านด้วย วิธีนี้ไม่แนะนำครับ เพราะยุ่งยากและค่อนข้างช้า เพียงแต่ว่า ยังไงก็ยังเร็วกว่า โหลดบิทโดยตรงผ่านทางคอมพิวเตอร์ของท่านเองหลายเท่าน่ะครับ
ถึงตรงนี้คิดว่าทุกท่านคงจะเข้าใจแล้วนะครับ ว่าบิทและโคโลคืออะไร เป็นยังไงครับ รู้สึกอยากใช้บิท และโคโลขึ้นมาแล้วใช่ไหมครับ
ท่านใดที่สนใจเช่าพื้นที่โคโลเพื่อโหลดบิท ผมขอแนะนำบริการจากเพื่อนที่ผมสนิทและไว้ใจได้นะครับ เช่าโคโล(Colo) http://www.bbcolo.net อันนี้ผมขอแนะนำและรับรองคุณภาพครับ โหลดเวบบิทได้ทั้งในและนอกประเทศด้วยความเร็วสูงมาก
ท่านไหน มีปัญหาสงสัยอะไรก็กรุณาทิ้งคอมเมนท์ไว้ พร้อมทั้งอีเมล์และเบอร์โทรของท่านนะครับ ขอให้สนุกกับการโหลดครับ
Cr : mydelayed.wordpress.com

Forward Port ด้วย Router Mikrotik

Port Forward คืออะไร

Port Forward คือการส่งต่อ package ที่วิ่งเข้ามาทาง port นั้นไปหา ปลายทางที่เรากำหนดไว้ โดยอาศัยการทำงานของ NAT ( Network Address Translation ) โดยใน Mikrotik นั้นจะใช้ dstnat ในการทำงาน

ประโยชน์ของ Port Forward
  • นิยมใช้ใช้กับกล้องวงจรปิด
  • ใช้กับ Application Server ที่มีทรัพยากร Public IP ที่มากกว่าจะนวน server ขององค์กร


กำหนดการตั้งค่า
  1. Forward port จากภายนอกเข้ามาหา CCTV ซึ่งอยู่ในวงแลน
  2. กล้อง IP 192.168.1.8 port 81
  3. ต้องการเข้ามาดูจากภายนอกด้วย port 8181


การตั้งค่า Mikrotik
เข้าไปที่เมนู IP > Firewall > NAT


จากนั้นกด Add (+)
ช่อง Chain = dstnat
ช่อง Protocal = TCP
ช่อง Dst.Port = 8181 คือพอตที่จะให้เขามาจากภายนอก


จากนั้นกด Tab Action
Action= dst-nat
To Address = 192.168.1.8
To Ports. = 81
จากนั้นกด OK

เมื่อกดบันทึกแล้ว ลองเข้าจาก DDNS  ที่เราทำไว้แล้วใน Mikrotik Cloud สมมติเป็น 
http://cctv.dyndns.org:8181


Cr : cmmikrotik.blogspot.com