Steve Jobs (ประวัติ สตีฟ จอบส์)

ประวัติ สตีฟ จอบส์

สตีเวน พอล จอบส์ (Steve Jobs) เกิดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 เกิดที่เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นบุตรบุญธรรมของนายพอล และนางคลารา จอบส์ ส่วนบิดา มารดาที่แท้จริงของจอบส์ คือ บิดา อับดุลฟัตตะห์ จันดาลี มารดา โจแอน ซิมป์สัน สตีฟ จอบส์ เข้าพิธีสมรส กับ ลอเรนซ์ โพเวลล์ เมื่อวัน18 มีนาคม ค.ศ. 1991 และมีบุตรด้วยกันสามคน สตีฟ จอบส์ ยังมีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อลิซา จอบส์ ที่เกิดจากสตรีผู้หนึ่งซึ่งเขาไม่ได้แต่งงานด้วย สตีฟ จอบส์ นับถือศาสนา พุทธเซน สตีฟ จอบส์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน วัย 56 ปี 

การศึกษา

ในปีค.ศ. 1972 สตีฟ จอบส์ จบการศึกษาจาก โฮมสตีดไฮสคูล ในเมืองคิวเปอร์ทีโน มลรัฐแคลิฟอร์เนีย และได้สมัครเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยรีด (Reed College) ในเมืองพอร์ตแลนด์ มลรัฐโอเรกอน แต่ก็ต้องลาพักการเรียนหลังจากเข้าเรียนได้เพียงหนึ่งภาคการศึกษา หลายปีต่อมา ในปาฐกถาครั้งหนึ่งในพิธีสำเร็จการศึกษาของบัณฑิตมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ปีค.ศ. 2005 สตีฟ จอบส์ ได้กล่าวว่าเพราะเขาลาพักเรียนไป จึงมีเวลาเข้าชั้นเรียนคัดตัวหนังสือ
ถ้าผมไม่ได้เรียนวิชานั้นที่วิทยาลัยรีด เครื่องแมคอินทอชคงจะไม่มีรูปแบบอักษรหลากหลาย และปราศจากฟอนต์ที่มีการแบ่งระยะห่างอย่างถูกสัดส่วนเช่นนี้

ผู้ร่วมก่อตั้งแอปเปิล

เขาร่วมก่อตั้งแอปเปิลคอมพิวเตอร์กับสตีฟ วอซเนียก
– ปี ค.ศ. 1976 เป็นผู้มีส่วนช่วยทำให้แนวความคิดเรื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นที่นิยมขึ้นมา ด้วยเครื่อง Apple II ต่อมา เขาเป็นผู้แรกที่มองเห็นศักยภาพทางการค้าของส่วนประสานงานผู้ใช้แบบกราฟิกส์และเม้าส์ ที่ถูกพัฒนาขึ้นในศูนย์วิจัยซีร็อกซ์พาร์ค ของบริษัทซีร็อกซ์ และได้มีการผนวกเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าไว้ในเครื่องแมคอินทอช หลังพ่ายแพ้ในการแย่งชิงอำนาจกับคณะกรรมการบริหาร
– ปี ค.ศ. 1984 สตีฟ จอบส์ ลาออกจากแอปเปิลและก่อตั้งเน็กซ์ บริษัทพัฒนาแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะในการศึกษาขั้นอุดมศึกษาและตลาดธุรกิจ การซื้อกิจการเน็กซ์ของแอปเปิล
– ปี ค.ศ. 1996 ทำให้ จอบส์กลับเข้าทำงานในบริษัทแอปเปิลที่เขาร่วมก่อตั้งขึ้นนั้น และเขารับหน้าที่ CEO ตั้งแต่ ค.ศ. 1997 ถึง 2011 สตีฟ จอบส์ ยังเป็นประธานกรรมการบริหาร และผู้บริหารระดับสูงของพิกซาร์แอนิเมชันสตูดิโอส์ ผู้นำด้านการผลิตภาพยนตร์แอนิเมชันด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ ทั้งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ 50.1% กระทั่งบริษัทวอลต์ดิสนีย์ซื้อกิจการไป
– ปี ค.ศ. 2006 สตีฟ จอบส์ เป็นผู้ถือหุ้นมากที่สุดของดิสนีย์ที่ 7% และเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารของดิสนีย์
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 2004 สตีฟ จอบส์ ได้เข้ารับการผ่าตัดเอาเนื้องอกมะเร็งออกจากตับอ่อน เขาเป็นโรคมะเร็งในตับอ่อนซึ่งในแบบที่พบได้น้อยมาก ที่เรียกว่า “เนื้องอกในเซลล์ที่ผลิตอินซูลินอันส่งผลต่อระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย” (islet cell neuroendocrine tumor) ซึ่งเป็นเนื้องอกที่ไม่ต้องการเคมีบำบัด หรือรังสีบำบัดแต่อย่างใด ระหว่างที่เขาป่วย ทิม คุก ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้างานขายและปฏิบัติการทั่วโลกของแอปเปิลเป็นผู้บริหารงานแทน
สตีฟ จ็อบส์ เสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับอ่อน ด้วยวัย 56 ปี เขาจากไปอย่างสงบ พร้อมกับขอบคุณผู้ที่ให้กำลังใจในการต่อสู้กับโรคร้ายตลอดหลายปีที่ผ่านมา

The Original 1984 Macintosh Introduction: the magic moment, when Steve Jobs unveils the Macintosh and releases it from its bag.


Apple Music Event 2001-The First Ever iPod Introduction


Steve Jobs' 2005 Stanford Commencement Address



เรียนรู้เพิ่มเติม : th.wikipedia.org/

ซีอีโอ CEO (Chief Executive Officer) คืออะไร


CEO (Chief Executive Officer)
CEO คืออะไร
ทุกวันนี้เราจะได้ยินคำว่า CEO บ่อยมาก ทั้งในวงการาชการ และวงการธุรกิจ CEO ย่อมาจากคำว่า Chief Executive Officer หมายถึง บุคคลที่มีอำนาจและความรับผิดชอบสูงสุดในองค์การหรือบริษัท แนวคิด CEO มาจากแนวคิดของระบบธุรกิจอเมริกัน ที่นิยมการบริหารงานที่ค่อนข้างเด็ดขาด รวดเร็ว และการตัดสินสินที่ฉับพลันไม่งุ่มง่าม เพราะในวงการธุรกิจ เต็มไปด้วยการแข่งขัน ฉกฉวยแย่งชิงโอกาส ไม่ว่าจะเป็นผลิต หรือการช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด และในขณะเดียวกันก็ต้องดูแลควบคุมการใช้บุคลากรให้เต็มศักยภาพ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวคิดนี้มีหลักที่สำคัญคือ ประธานหรือหัวหน้าฝ่ายบริหารสูงสุดของบริษัท ได้รับมอบอำนาจหน้าที่จากคณะกรรมการอำนวยการ หรือบอร์ดของบริษัท ให้มีอำนาจในการจัดการ ซึ่งรวมถึงการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจ และการใช้อำนาจจัดการบริษัทอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เนื่องจากหัวหน้าฝ่ายบริหารดังกล่าวจะเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญที่จะทำให้บริษัท มีกำไร หรือขาดทุน มีความเจริญก้าวหน้าหรือความอยู่รอดขององค์การ ดังนั้นผู้ที่เป็น CEO จึงต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้และความสามารถสูง
หน้าที่หลักของ CEO คืออะไร
1.เป็นกรรมการบริหาร สนับสนุนการทำงานขององค์การ
2.รับผิดชอบด้านการออกแบบ การวางแผนตลาด การประชาสัมพันธ์ การผลิต การบริการ
3.บริหารจัดการด้านการเงิน ภาษี การจัดการความเสี่ยง
4.การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในองค์การ
5.การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์การ
6.จัดการด้านงบประมาณเพื่อพัฒนาองค์การ
บทบาทโดยทั่วไปของ CEO มีอะไรบ้าง
1. ในฐานะผู้นำ
-เป็นผู้แทนองค์การ เป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำในองค์การ
2. ในฐานะผู้บริหาร
-วางกลยุทธ์ สร้างวัฒนธรรมองค์การ ปกครองดูแล บริหารจัดการองค์การ
3. ในฐานะผู้ตัดสินใจ
-ตัดสินใจ แนะนำการปฏิบัติงานให้กับบุคลากร นำเสนอนโยบาย
4. ในฐานะผู้จัดการ
-จัดการทรัพยากรในองค์การ ปรับปรุงแผนงาน
5. ในฐานะนักพัฒนา
-นำสิ่งใหม่มาเพื่อความเจริญก้าวหน้า เทคโนโลยี ความรู้
ผู้ที่เป็น CEO ควรมีคุณลักษณะอย่างไร
1. มีความรู้ในด้านการบริหารจัดการ
2. มีภาวะผู้นำ
3. มีความรู้ด้านการวางแผน
4. มีความรู้ด้านการประชาสัมพันธ์
5. มีความสมารถในการติดต่อสื่อสาร การใช้สื่อเทคโนโลยี
6. มีความสามารถด้านการเงินและงบประมาณ
7. มีความรู้ด้านบริหารจัดการเปลี่ยนแปลง
8. มีความรู้ด้านการตลาด
9. มีวิสัยทัศน์ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
10. มีความสามารถในการควบคุม
11. มีความสามารถในการประเมิน
12. มีความสามารถในการแก้ปัญหา
13. กล้าตัดสินใจ
14. มีคุณธรรม
ที่มา : blog.eduzones

เบื้องหลังของ Jerry Yang (เจอร์รี หยาง) ก่อนพ้นตำแหน่งจาก Yahoo!

เมื่อปีที่แล้วคิดว่าหลายๆ คนคงพอจำได้ว่ามีข่าว Jerry Yang ผู้ก่อตั้ง Yahoo! ได้ลาออกจากบริษัทที่ตัวเองร่วมสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง จนระยะหลัง Yahoo! ได้ CEO คนใหม่อย่าง Marissa Mayer ที่กอบกู้สถานการณ์ได้สำเร็จ มีคนบอกว่าผมในฐานะ "อดีตคนใน" น่าจะออกมาเขียนถึงเรื่องนี้ เลยกลายเป็นบทความนี้ครับ
ตอนแรกมีข่าวว่า Jerry Yang ผู้ก่อตั้ง Yahoo! ลาออกจากบอร์ดบริหาร ตอนแรกผมก็แปลกใจไม่ได้เพราะไม่คิดว่า Jerry จะออกจากบริษัทที่ตัวเองสร้างมากับมือได้ สมัยผมทำงานที่นั่น Jerry เองก็เป็นที่รักของพนักงานทุกๆ คน ถึงขั้นว่าตอนที่เขาขึ้นมาเป็น CEO ในอาทิตย์แรก มีคนตั้งกลุ่ม Yahoo! Group แบบ internal เอาไว้เชียร์ Jerry โดยเฉพาะเลยทีเดียว
"ทำไมพนักงาน Yahoo! ถึงรัก Jerry นัก? อ่านเรื่องราวของเขากันนะครับ"
ย้อนกลับไปในอดีต… Jerry Yang เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 1968 กรุงไทเป ไต้หวัน ในวัยเด็กเขาย้ายตามครอบครัวจากกรุงไทเป สู่ เมืองซานโฮเซ่ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เติบโตและร่ำเรียนทางสายวิศกรรมไฟฟ้าที่ Stanford University ขณะที่เรียนหนังสือก็เจอกับเพื่อนคู่ซี้อย่าง David Filo และร่วมกันสร้างเว็บไซต์ที่เขาตั้งชื่อมันว่า "Jerry and Dave's Guide to the World Wide Web" ซึ่งเป็นเว็บรวมลิงก์ใน Stanford ในปี 1994 ปรากฏว่าทำไปทำมา มีคนสนใจเยอะ เลยต้องหยุดพักการเรียนปริญญาเอก และโดดออกมาทำเป็นเรื่องเป็นราว พร้อมกับตั้งชื่อใหม่ว่า "Yahoo!"
Jerry และ David เริ่มต้นสร้าง Yahoo! จากการเป็นเว็บ Portal หรือที่เมืองไทยเรียกกันว่า "เว็บท่า" ซึ่งเป็นเว็บรวมลิงก์ทุกสิ่งทุกอย่างในสากลโลกเพื่อให้คนค้นหาข้อมูลต่างๆ ได้รวดเร็ว ทำให้ Yahoo! กลายเป็นเว็บไซต์ที่มีคนเข้ามากที่สุดในโลก จากนั้นก็เกิดการเลียนแบบนวัตกรรมนี้ทั่วโลก อย่างในเมืองไทยก็มี Sanook! Kapook! Mthai ที่สร้างเว็บขึ้นมาในยุคใกล้ๆ กัน
ช่วงกลางปี 2007 ถึงต้นปี 2009 Jerry ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักลงทุนรวมถึงสื่อมวลชนว่าไม่สามารถพลิกฟื้น Yahoo! ได้ ราคาหุ้นตกลงเรื่อยๆ แต่ที่ดูจะเป็นข่าวใหญ่ที่สุดก็คือตอนที่ Microsoft ยื่นข้อเสนอขอซื้อกิจการ Yahoo! ในราคา 33 เหรียญสหรัฐฯ ต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาที่หลายคนมองว่าดี แต่ทางบอร์ดผู้บริหารของ Yahoo! (ซึ่งมี Jerry รวมอยู่ด้วย) มองว่ามูลค่าต่ำเกินไป ช่วงนั้นมีบล็อกเกอร์สัมภาษณ์ Jerry บ่อยครั้งว่าทำไมถึงไม่ยอมขาย เขาถึงกับต้องออกมาพูดว่า "ผมไม่ได้บอกว่าจะไม่ขาย แต่คุณค่าของ Yahoo! สูงกว่าที่ Microsoft เสนอมา" หลายคนเชียร์กันให้ขาย แต่ตอนนั้นที่ผมรู้มา Yahoo! มันมี value มากกว่านั้นจริงๆ
เรื่องการบริหาร และธุรกิจ คิดว่าหลายคนคงเคยได้ยินจากข่าวต่างๆ มาบ้างแล้ว แต่เบื้องหลังที่อาจไม่ค่อยมีใครรู้ว่าทำไมข้างในถึงสามัคคีกันนัก นั่นเป็นเพราะแนวทางที่ Jerry และ David สร้างวัฒนธรรมองค์กรหลายๆ อย่างที่หล่อหลอมให้พนักงาน Yahoo! รักองค์กร มีอะไรพูดคุยกับ Jerry ได้ตลอด ใช้เวลาร่วมกันกับพนักงานทั้งในเวลาที่สุขสนุกกันสุดๆ และในวันที่ซบเซา
ขณะกำลังเล่นซูโม่กันในบริษัท
ในการทำงานของ Yahoo! Jerry เคยสร้าง Yahoo! Brickhouse ที่เป็น idea incubator เพื่อจะสร้าง start-up environment ภายในบริษัท เวลาพนักงานอยากจะทำอะไรใหม่ๆ ที่อาจกลายมาเป็น product ใหม่ของบริษัทได้ แต่คุณไม่มีเงินมากพอ คุณสามารถทำ proposal ไปเสนอเพื่อขอ "Jerry's fund" ได้
นอกจากนี้เขายังเป็นคนตั้งธรรมเนียมน่ารักๆ อะไรหลายๆ อย่างที่ทุกคนจะรู้ดีเช่น ทำงานมา 5 ปีจะได้รับเครื่องขายขนมไข่ตรา Yahoo! ที่เป็นสัญญลักษณ์ว่า "5 years in service" ส่วนใครทำงานครบ 10 ปีจะได้เครื่องชงเอสเปรสโซ่ตรา Yahoo! เวลาเขียนอีเมลภายในหา Jerry พยายามเขียนด้วยตัวอักษรที่ไม่ใช่ Capital letter เพราะบุคลิกของ Yahoo! จะต้องอ่อนน้อมถ่อมตน และถ้าใครใช้ Capital letter (ซึ่ง represent การโอ้อวด) Jerry จะเขียนกลับเป็นอักษรตัวเล็กหมด เพื่อเป็นการเตือนความทรงจำ นอกจากนั้น Jerry และ David ผู้ร่วมก่อตั้งยังคงร่วมบริหารบริษัทอย่างต่อเนื่อง แต่หลังๆ พอสถานการณ์เริ่มตึงเครียด Jerry ขึ้นมาเป็น CEO แต่แรงกดดันของนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น
หลังจากนั้นด้วยแรงกดดัน Yahoo! ก็เปลี่ยนตัว CEO มาเป็น Carol Bartz แต่หลังจากที่ Carol บริหารไปได้ปีกว่า ก็มีข่าวว่าเธอถูกบอร์ดบริหารไล่ออก ทำให้ Tim Morse ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินเข้ามาดูแลแทนชั่วคราว จนกระทั่ง Yahoo! ได้ Scott Thompson อดีตผู้บริหารจาก PayPal และทันใดนั้นเอง Jerry ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งทุกตำแหน่งในบริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งมาถึง 17 ปีเต็ม รวมถึงตำแหน่งใน Alibaba และ Yahoo! Japan ท่ามกลางคำถามของหลายต่อหลายคนว่าเขาจะไปไหน ทำอะไรต่อไป (จากนั้น Yahoo! ถึงได้ Marissa Mayer มา) และเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรครั้งใหญ่
ในวันนั้น ผมโทรกลับไปถามเพื่อนๆ ที่สิงคโปร์ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างเป็นอย่างที่ทุกคนเห็นในข่าวจริงหรือ ไม่มีใครตอบอะไรผม แต่สิ่งที่ผมได้คำตอบแบบที่แอบเศร้าใจไม่ได้ก็คือ (ไม่ได้ดราม่านะครับ แต่นี่เรื่องจริงเลย)… หลังจากที่มีการประกาศออกมาว่า Jerry จะลาออกจากบริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งมา Jerry บินไปหาพนักงานทุกคนทั่วโลกทีละประเทศแบบลับๆ และบอกลาทุกคนด้วยตัวเอง เรื่องที่เพื่อนผมเล่าก็คือ Jerry บินมาถึงสิงคโปร์เงียบๆ เป็นที่สุดท้ายก่อนที่จะบินกลับอเมริกา และมาบอกลาทุกคนว่าขอให้ตั้งใจทำงานกันต่อไป ในการมาสิงคโปร์ครั้งนี้ Jerry ก็นัดประชุม Townhall meeting (ประชุมที่พนักงานทุกคนรวมตัวกัน) มีเพียงวาระเดียวคือ "การบอกลา" จากนั้นเขาก็ให้พนักงานตั้งคำถามอะไรก็ได้
มีพนักงานถามว่า "ถ้าหากคุณย้อนเวลาได้ คุณจะทำอะไร คุณจะแก้ไขอะไร" Jerry ตอบว่า "เราเข้ามหาชนเร็วเกินไป" คำตอบนี้เหมือนกับที่เขาเคยพูดเอาไว้ในปี 2004 และเป็นคำตอบสุดท้ายก่อนจะปิดประชุม และลาทุกคนอย่างเป็นทางการ
ปัจจุบัน Jerry Yang ยังคงอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา คาดว่ายังคงทำงานเบื้องหลังให้กับ startup รุ่นใหม่ในฐานะ Venture Capital และคาดว่ายังคงเป็นบอร์ดบริหารอยู่ใน Asian Pacific Fund และ Ciscoรวมถึงบอร์ดของ Stanford University

อ่านต่อเพิ่มเติม : th.wikipedia.org
ที่มา : thumbsup.in.th

ประวัติความเป็นมาของ อินสตาแกรม - Instagram

Instagram ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาที่ ซานฟรานซิสโก โดย เควิน ซิสตรอม และ ไมเคิล ไมค์ ครีเกอร์ โดยคิดค้นโดยเน้นระบบ HTML5

ในวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553 ซิสตรอม ได้ลงทุนอีก 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในการเพิ่มเติมแอปพลิเคชั่น
Instagram ได้เปิดตัวบน แอพสโตร์ ของ แอปเปิล ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553 หลังจากนั้น จอร์ช รีเดล ได้เข้ามาร่วมงานกับบริษัทในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ซึ่งในขณะนั้นในบริษัทมีพนักงานไม่ถึง 10 คน และต่อมา ก็ได้มีผู้เข้ามาร่วมงานกับบริษัทเพิ่มเติม คือ เชน สวีนีย์ โดยเข้ามาใน เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ในตำแหน่งวิศวกร และ เจสสิกา โซลแมน ก็ได้เข้ามาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2553
ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2554 Instagram ได้เพิ่ม แฮชแท็ก ซึ่งเป็นระบบที่สามารถทำให้ป้ายชื่อที่พิมพ์ลงไปนั้น ค้นหาได้ง่ายขึ้น โดยการพิมพ์ "#" ตามด้วยป้ายชื่อที่จะพิมพ์ และต่อมาใน เดือนกันยายน Instagram ได้ปล่อยเวอร์ชั่น 2.0 ให้ดาวน์โหลด บน แอพสโตร์ โดยเพิ่มความสามารถของแอปหลายๆอย่าง
ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 Instagram ได้ประกาศผลกำไรของบริษัท โดยอยู่ที่ 7 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ The deal valued Instagram at around $25 million.
ต่อมาในวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555 หลังจากที่ได้รอคอยกันมานาน Instagram ได้ปล่อยแอปพลิเคชั่น ที่รองรับระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ และในสัปดาห์เดียวกัน บริษัทได้ประกาศผลกำไรของบริษัท โดยอยู่ที่ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมูลค่าของบริษัทอยู่ที่ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2555 Facebook ได้เข้ามาซื้อกิจการ ในราคา 1 พันล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้ Facebook มีบริษัทที่กว้างขวางมากขึ้น โดย มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานบริษัทเฟซบุ๊คกล่าวว่า "committed to building and growing Instagram independently" โดยแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า จะมุ่งมั่นเพื่อสร้าง Instagram ให้ก้าวหน้าต่อไป และในปัจจุบัน Instagram เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่นิยมมากพอสมควร 
Cr : th.wikipedia.org

ยาวีด คาริม​​ (ผู้ร่วมก่อตั้งยูทูบ - Youtube)

เกิดเมื่อ28 ตุลาคม 2522
องค์กรที่ก่อตั้งขึ้น: ยูทูบ (Youtube) 
บริษัทผลิตภาพยนตร์: ยูทูบ

ปัจจุบันเว็บไซต์ยูทูบ (Youtube) อยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท Google Inc เนื่องจากในเดือนพฤศจิกายน 2549 ยูทูบถูกซื้อโดย กูเกิล ในราคา 1.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา : th.wikipedia.org

แชด เฮอร์ลีย์​ ​​ (ผู้ร่วมก่อตั้งยูทูบ - Youtube)

เกิดเมื่อ24 มกราคม 2520, เมืองรีดดิ้ง, รัฐเพนซิลเวเนีย, อเมริกา
องค์กรที่ก่อตั้งขึ้น: ยูทูบ (Youtube)
รางวัลที่ได้: รางวัลโปรดิวเซอร์ กิลด์ ออฟ อเมริกา สาขารางวัลแวนการ์ด
บริษัทผลิตภาพยนตร์: ยูทูบ


ปัจจุบันเว็บไซต์ยูทูบ (Youtube) อยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท Google Inc เนื่องจากในเดือนพฤศจิกายน 2549 ยูทูบถูกซื้อโดย กูเกิล ในราคา 1.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ที่มา : th.wikipedia.org

ประวัติความเป็นของ Youtube เป็นเว็บวีดีโอ ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนี้!

หากพูดถึงเรื่อง VDO Online แล้ว ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Youtube เป็นเว็บ VDO ที่ดีที่สุดในโลก ไม่ว่าทั้งคนดู หรือ เจ้าของ Channel เพราะสามารถสร้างความเพลิดเพลินให้กับผู้ชมได้มากเลยทีเดียว
ยูทูบ ตามสำเนียงอเมริกัน หรือ ยูทิวบ์ เป็นเว็บไซต์วิดีโอแชร์ริงโดยมีสำนักงานอยู่ที่ ซานบรูโน , แคลิฟอร์เนีย. สหรัฐอเมริกา เว็ปไซต์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมาจากอดีตพนักงาน 3 คนในบริษัทเพย์แพล อันประกอบด้วย สตีฟ เชน, ชัด เฮอร์เล และ ยาวีด คาริม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 , ในเดือนพฤศจิกายน 2549 ยูทูบถูกซื้อโดย กูเกิล ในราคา 1.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ ยูทูบเป็นหนึ่งในบริษัทย่อยของกูเกิ้ล เว็ปไซต์ยังสามารถให้ผู้ใช้งานสามารถอัปโหลด , ดูคลิป , หรือแชร์คลิปได้


ประวัติผู้ก่อตั้ง


สตีฟ เชง​

ยาวีด คาริม​

รูปแบบวิดีโอ
ยูทูบใช้งานโดยแสดงผลภาพวิดีโอในลักษณะของ adobe flash และใช้การถอดรหัสแบบ Sorenson Spark H.263 แฟลชเป็นโปรแกรมเสริมที่ต้องติดตั้งเพิ่มสำหรับเว็บเบราว์เซอร์ทั่วไป โดยแสดงผลที่ขนาดความกว้างและสูง 320 และ 240 พิกเซล ที่ 25 เฟรมต่อวินาที โดยมีการส่งข้อมูลสูงสุดที่ 300 กิโลบิตต่อวินาที ซึ่งการแสดงผลสามารถดูได้ที่ขนาด
ปกติ หรือขนาดที่แสดงผลเต็มจอ
ยูทูบแปลงไฟล์วิดีโอเป็นไฟล์ในลักษณะ แฟลชวิดีโอ ในนามสกุล .FLV ภายหลังจากผู้ใช้ได้อัปโหลดเข้าไป ไม่ว่าผู้อัปโหลดจะโหลดในลักษณะ .WMV .AVI .MOV .3GP MPEG หรือ .MP4
รูปแบบเสียง
ไฟล์ในยูทูบเก็บในลักษณะสตรีมไฟล์MP3 โดยมีการเข้ารหัสแบบโมโนที่ 65 กิโลบิต/วินาที ที่ 22050 เฮิรตซ์ อย่างไรก็ตามยูทูบสามารถเก็บไฟล์เสียงในลักษณะสเตอริโอได้หากมีการแปลงเป็นไฟล์ FLV ก่อนที่ทำการอัปโหลด
การแสดงผล
วิดีโอในยูทูบสามารถดูได้ผ่านเว็บไซต์ยูทูบโดยตรงผ่านซอฟต์แวร์แฟลชที่กล่าวมา ดูได้ผ่านแอปเปิลทีวี ไอโฟน7 ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งนอกจากนี้ยูทูบสามารถดูได้จากเว็บไซต์ทั่วไปที่มีการนำรหัสไปใส่เชื่อมโยงกลับมาที่เว็บยูทูบเอง เห็นได้ตามเว็บบอร์ด และบล็อก หรือเว็บไซค์ต่างๆ
นอกจากนี้สามารถเซฟไฟล์ยูทูบเก็บไว้ในเครื่องของตนเองได้โดยใช้งานซอฟต์แวร์ของบริษัทอื่น เช่น Keepvid หรือผ่านสคริปต์จาก Greasemonkey โดยจะมีไฟล์เป็นนามสกุล .flv
โดยมีความละเอียดแตกต่างกันไป โดยมีความละเอียดเริ่มต้นที่ 144P ถึง 480P และในความละเอียด HD ที่ 720P ถึง 4K ที่ 2160P

คลิปแรกที่ถูกอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ Youtube

คลิปแรกที่ถูกอัพโหลดขึ้นสู่ Youtube นั้นเป็นคลิปเกี่ยวกับการไปเที่ยวสวนสัตว์ชื่อ San Diego คลิปนี้ถ่ายโดย Yakov Lapitsky และถูกอัพโหลดขึ้นสู่เว็บไซต์ Youtube เมื่อวันเสาร์ที่ 23 เมษายน 2548 เวลา 8.27 น.

สตีฟ เชง ​​ (ผู้ร่วมก่อตั้งยูทูบ - Youtube)


เกิดเมื่อ: 18 สิงหาคม 2521 ไทเป, ประเทศไต้หวัน
องค์กรที่ก่อตั้งขึ้น: ยูทูบ (Youtube)
รางวัลที่ได้: รางวัลโปรดิวเซอร์ กิลด์ ออฟ อเมริกา สาขารางวัลแวนการ์ด
บริษัทผลิตภาพยนตร์: ยูทูบ


ปัจจุบันเว็บไซต์ยูทูบ (Youtube) อยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท Google Inc เนื่องจากในเดือนพฤศจิกายน 2549 ยูทูบถูกซื้อโดย กูเกิล ในราคา 1.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ที่มา : th.wikipedia.org

ประวัติความเป็นมา ทวิตเตอร์ (Twitter)

ทวิตเตอร์ (Twitter) เป็นบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์จำพวกไมโครบล็อก โดยผู้ใช้สามารถส่งข้อความยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษร ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ โดยเรียกการส่งข้อความนี้ว่า ทวีต ซึ่งแปลว่า เสียงนกร้อง


ทวิตเตอร์ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ. 2549 โดย แจ็ก ดอร์ซี, บิซ สโตน และอีวาน วิลเลียมส์ เจ้าของบริษัทอ็อบวีโออุส และต่อมาในเดือนกรกฎาคม ก็ได้เปิดตัวเว็บไซต์สังคมออนไลน์ ซึ่งต่อมาได้รับความนิยมจากทั่วโลก โดยมีผู้ใช้ที่ลงทะเบียนเข้าใช้มากกว่า 500 ล้านคนในปี พ.ศ. 2555 รวมไปถึงมีทวีตมากกว่า 340 ล้านทวีตต่อวัน และมีการค้นหาข้อมูลผ่านเว็บไซต์มากกว่า 1,600 ล้านครั้งต่อวันนับตั้งแต่วันเปิดตัว ทวิตเตอร์เป็นเว็บไซต์ 1 ใน 10 อันดับที่มีผู้เข้าใช้งานมากที่สุด โดยได้รับการขนานนามว่าเป็นเว็บไซต์สำหรับการส่งบริการข้อความสั้น บนอินเทอร์เน็ตซึ่งในภายหลัง นอกจากที่จะสามารถทวีตบนเว็บไซต์แล้ว ได้มีการเปิดให้ใช้งานการส่งทวีต ด้วยการส่งบริการข้อความสั้น (SMS) และบนโปรแกรมประยุกต์ ในโทรศัพท์มือถือ และสมาร์ตโฟน
ทวิตเตอร์เป็นเว็บไซต์ที่ก่อตั้งขึ้นโดย แจ็ก คอร์ซีย์ ,บิซ สโตน และ อีวาน วิลเลียมส์ เมื่อเดือน มีนาคม ค.ศ. 2006

(jack dorsey) เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2519 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ: 2.3 พันล้าน USD โดยประมาณ (ปี 2558)


ตัวระบบซอฟต์แวร์ของทวิตเตอร์ เดิมพัฒนาด้วย รูบีออนเรลส์ จนเมื่อราวสิ้นปี ค.ศ. 2008 หรือ พุทธศัลกราช 2551 รี่นั่นเอง จึงได้เปลี่ยนมาใช้ภาษา Scala บนแพลตฟอร์มจาวา
ค.ศ. 2009 ทวิตเตอร์ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างมาก จนนิตยสารไทม์ ฉบับวันที่ 15 มิ.ย. 2009 ได้นำเอาทวิตเตอร์ขึ้นปก เป็นเรื่องเด่นประจำฉบับ และบทบรรณาธิการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงการนำเสนอข่าว ที่มีที่มาจากเทคโนโลยีใหม่อย่างทวิตเตอร์

ซึ่งในปัจจุบัน ทวิตเตอร์ (Twitter) ยังมีความนิยมกันอย่างแพร่หลาย และจัดว่าเป็นบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว

ที่มา : th.wikipedia.org

Google ประกาศแต่งตั้ง Sundar Pichai ขึ้นเป็น CEO คนใหม่ พร้อมตั้งบริษัทใหม่นามว่า - Alphabet

นับเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอีกครั้งสำหรับ Google บริษัทยักษ์ใหญ่วงการ IT ที่การออกมาขยับแต่ละครั้งนั้น มักจะสร้างความฮือฮาได้ทุกครั้ง โดยล่าสุดทาง Google ได้ประกาศแต่งตั้งคุณ Sundar Pichai ขึ้นเป็น CEO คนใหม่ของบริษัทอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งยังได้จัดตั้งบริษัทใหม่นามว่า "Alphabet" ขึ้น และทำการย้ายบริษัทในเครือส่วนนึงของ Google ไปขึ้นตรงด้วยเช่นกัน! 
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงภายในในครั้งนี้ รวมถึงการจัดตั้งบริษัทใหม่นามว่า "Alphabet" ขึ้นนั้นทาง Google มีเป้าหมาย เพื่อต้องการปรับลดขนาดโครงสร้างของบริษัท ที่จากเดิมเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ (มาก) ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารงานให้คล่องตัวมากขึ้น และยังเป็นการทำให้บริษัทเล็กในเครือสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นด้วยเช่นกัน 
ในขณะที่บริษัทใหม่ Alphabet นั้นจะได้คุณ Larry Page อดีต CEO หัวเรือใหญ่ของ Google ย้ายมาดูแลและบริหารงานในตำแหน่ง CEO คนแรกของบริษัท Alphabet และให้ทางคุณ Sergey Brin ย้ายมาเป็นประธานบริษัทคนใหม่ด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งยังได้ดึงบริษัทในเครือส่วนนึงของ Google เช่น Nest Lab, Feedbunner ฯลฯ ออกมาขึ้นตรงกับ Alphabet อีกด้วย
 
ส่วนทางด้านบริษัท Google นั้น ได้ทำการแต่งตั้งคุณ Sundar Pichai ที่เดิมเป็นผู้ดูแลในส่วนของ Android OS ทั้งหมด ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ Google แทน Larry Page ที่ย้ายไปดูแล Alphabet นั้นเอง ในขณะที่โครงการต่างๆ เช่น X Lab รวมไปถึง Youtube, Android จะยังคงขึ้นตรงกับ Google เหมือนเช่นเดิม
 
โดยการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ นับเป็นสิ่งทีน่าจับตามองเป็นอย่างมากว่า Google นั้นมีแผนการอะไรอยู่หรือไม่? กับชื่อบริษัทใหม่ Alphabet ที่มีความหมายว่าตัวอักษร หรือจะเป็นเพียงการปรับขนาดโครงสร้างลงเท่านั้น
 และจากชื่อบริษัทใหม่นี้ ก็ทำให้ในอนาคตข้างหน้าเราอาจจะได้เห็น Android OS, Youtube ย้ายไปขึ้นตรงกับ Alphabet บริษัทใหม่ของ Google ก็เป็นได้ เนื่องจากในหน้าเว็บของ Alphabet ได้เขียนไว้ว่า "G is Google" ดังนั้น A ก็น่าจะหมายถึง Android, C คือ Chorme นั้นเอง

credit : siamphone.com

ประวัติความเป็นมาของ Google และผู้ก่อตั้งคือใครกัน?

แลร์รี เพจ หนึ่งในผู้ก่อตั้งกูเกิล

ลอว์เรนซ์ แลร์รี เพจ (Lawrence "Larry" Page) เกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1973 เขาเป็นนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิลคู่กับ เซอร์เกย์ บริน เขาจะเป็นรับหน้าที่เป็นประธานกรรมการบริหารของบริษัทกูเกิล
การศึกษา
แลร์รี่ เพจ จบการศึกษาชั้นมัธยมจากมัธยมศึกษาอีสต์แลนซิง จากเมืองอีสต์แลนซิง จบการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน-แอนอาเบอร์ หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาต่อปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
เพจ เป็นบุตรของ คาร์ล วินเซนต์ เพจ (Carl Vincent Page) ศาสตราจารย์สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่ มหาวิทยาลัยมิชิแกนสเตต และ นางกลอเรีย เพจ (Gloria Page)
ขณะที่ศึกษาปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เพจได้ความคิดจากเพื่อนของเขา แอเลกซ์ ซองคิน และภายหลังได้พบกับ เซอร์เกย์ บริน ทั้งสองคนได้พัฒนา Google Search Engine ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998
ธุรกิจ
เพจและบรินได้ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทกูเกิล จนกระทั่งปี ค.ศ. 2001 พวกเขาได้จ้าง เอริก ชมิดต์ ให้เป็นประธานกรรมการ (Chairman) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท พวกเขาได้ดำเนินธุรกิจบริษัทกูเกิลเคียงบ่าเคียงไหล่จนถึงปัจจุบัน จากนิตยสาร Forbes ในเดือนกันยนยน ปี2006 ระบุว่าเพจมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกอันดับที่ 27 เป็นตำแหน่งที่ต่ำกว่า บริน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทกับเขาเพียงแค่ตำแหน่งเดียว เมื่อไม่นานมานี้เพจและบรินยังได้ร่วมกันซื้อเครื่องบิน โบอิ้ง 767 เพื่อใช้ในงานในธุรกิจและงานส่วนตัวอีกด้วย
ที่มา : th.wikipedia.org

เซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin) 1 ในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Google เลยนะครับ ถ้าไม่ได้เค้าก็อาจจะไม่ได้มี Search Engine ดี ๆ ในวันนี้

บุคคล 1 ในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Google
เซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin; รัสเซีย: Сергей Михайлович Брин; เกิด 21 สิงหาคม พ.ศ. 2516) เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายรัสเซีย ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิลร่วมกับแลร์รี เพจ
ปัจจุบัน เซอร์เกย์ บรินอยู่ในตำแหน่งประธานฝ่ายเทคโนโลยีของกูเกิล และผู้อำนวยการของกูเกิล เอ็กซ์ จากรายงานว่ามีทรัพย์สินส่วนตัวประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกจัดเป็นบุคคลที่รวยที่สุดอันดับที่ 26 ของโลก และ อันดับ 5 ของสหรัฐอเมริการ่วมกับแลร์รี เพจ

ประวัติการศึกษา
เซอร์เกย์เกิดที่ มอสโกในสหภาพโซเวียตในครอบครัวชาวยิว ลูกของ ไมเคิล บริน และ เจเนีย บริน นักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซีย ซึ่งเมื่อเขาอายุได้ 6 ปี ครอบครัวได้อพยพย้ายมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาในรัฐแมริแลนด์ เขาได้เข้าศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ในเมืองคอลเลจพาร์ก ศึกษาในด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์ และต่อมาเขาได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและเอกที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดโดยได้ทุนการศึกษาจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา ซึ่งในระหว่างที่ศึกษาที่สแตนฟอร์ดนี่เอง เขาและแลร์รีได้ร่วมก่อตั้งบริษัทกูเกิล โดยปัจจุบันเขาพักการเรียนของตัวเองโดยไม่มีกำหนด

Google เผย ทำไม Steve Jobs จึงต้องการทำลาย Android!

นาย Larry Page CEO และผู้ร่วมก่อตั้งของ Google ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง Boomberg Businessweek เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง Steve Jobs อดีต CEO ผู้ยิ่งใหญ่ของ Apple และAndroid ที่ก่อนหน้านี้ทาง Steve Jobs ได้เคยบอกว่าต้องการทำลาย Android!

Larry Page บอกว่า การที่ Steve Jobs ประกาศออกมาแบบนั้น ก็เพื่อให้พนักงานของเขา รู้สึกว่ากำลังมีคู่แข่งอยู่ในตลาด หรือกระตุ้นความรู้สึกอยากแข่งขัน และเพื่อกำหนดทิศทางให้กับพนักงานของ Apple เดินไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้นาย Larry Page ยังพูดถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวของเขากับ Steve Jobs ด้วยว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ Steve Jobs ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันเท่าไหร่

techxcite.com

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เจ้าของ Facebook.com ซึ่งในปัจจุบัน ยังสามารถครองแชมป์เป็นอันดับ 1 ของสังคมออนไลน์


มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ได้ขนานนามว่าเป็นเด็กหนุ่ม
อัจฉริยะที่สามารถสร้างฐานะด้วยลำแข้ง ของตนเอง โดยใช้เวลาเพียงแค่ ๖ ปี เท่านั้น และยังครองแชมป์ เป็นสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Elliot Zuckerberg) มีเชื้อสายยิว – อเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๒๗ (ปัจจุบันอายุ 31 ปี) (คนเก่งระดับโลก เช่น ไอน์สไตน์, ฟอน บราวน์ เป็นต้น มักมี เชื้อสายยิว – ผู้เขียน) เติบโตในย่าน Dobbs Ferry นิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา เข้าศึกษาระดับมัธยมที่ Ardsley High School และจบมัธยมปลาย ที่ Phillips Exeter Academy ในปี ๒๕๔๕
สมัยเรียนไฮสกูล ซักเคอร์เบิร์กหัดเป็นโปรแกรมเมอร์ ตั้งแต่อยู่ชั้น ป. ๖ เขากับเพื่อนสร้าง โปรแกรมสำหรับเรียนรู้นิสัยการฟังเพลงของผู้ใช้ Winamp และ MP3 และเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีทางอินเตอร์เน็ต ซัคเกอร์เบิร์กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด หยุดเรียนไป กลางคัน และกลับมาลงทะเบียนเรียนอีกครั้งในปี ๒๕๔๙ ที่ฮาร์เวิร์ด ซัคเกอร์เบิร์กเริ่มต้นโครงการวิจัยหรือโปรเจ็กต์ชิ้นแรกกับเพื่อนร่วมห้อง Arie Hasit ชื่อของโปรเจ็กต์นี้คือ Coursematch เป็นบริการที่เปิดให้นักศึกษาสามารถดูรายชื่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้
โปรเจ็กต์ต่อมาคือ Facemash.com เว็บไซต์โหวตรูปนักศึกษาฮาร์เวิร์ดว่าใครได้รับความนิยมชมชอบมากหรือน้อย แต่แล้วเมื่อโปรเจ็กต์นี้ให้บริการจริงบนโลกออนไลน์เพียง ๔ ชั่วโมง มหาวิทยาลัยก็ลงดาบระงับการใช้อินเทอร์เน็ตของซัคเกอร์เบิร์ก ด้วยข้อหาว่าโปรเจ็กต์นี้ของซัคเกอร์เบิร์กละเมิดนโยบายการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้และเป็นภัยต่อระบบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย
ซัคเกอร์เบิร์กคลอดบริการนาม Facebook จากห้องพักตัวเองในมหาวิทยาลัยด้วยฤกษ์วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ บางแหล่งข่าวระบุว่าซัคเกอร์เบอร์เขียน โปรแกรม FaceBook ชุดดั้งเดิมในเวลาไม่ถึง ๒ สัปดาห์คราวนี้ไม่ใช่บริการโหวตรูปหรือบริการแสดงรายชื่อเพื่อนร่วมชั้น แต่เป็นบริการที่ให้นักศึกษาสามารถโพสต์ข้อมูลของตัวเองได้เท่าที่ต้องการ
Dustin Moskovitz เพื่อนร่วมก่อตั้ง Facebook.com กับ Mark Zuckerberg
แน่นอนว่าเฟสบุ้กได้รับความนิยมถล่มทลายในฮาร์เวิร์ด นักศึกษาราว ๒ ใน ๓ แห่ลงทะเบียนใช้งานตั้งแต่ ๒ สัปดาห์แรกที่เปิดให้บริการ ต่อมาซัคเกอร์เบิร์กและเพื่อน Dustin Moskovitz เริ่มขยายบริการเฟสบุ้กไปยังมหาวิทยาลัยอื่น เช่น สแตนฟอร์ด โคลัมเบีย และเยล โดยราว ๔ เดือนสถานศึกษาที่ใช้บริการ Facebook มีจำนวนราว ๓๐ แห่ง เมื่ออะไรก็ไปได้สวย
ซัคเกอร์เบิร์กตกลงใจเดินทางไป Palo Alto แคลิฟอร์เนียพร้อม Moskovitz และกลุ่มเพื่อนช่วงฤดูร้อนปี ๒๕๔๗ ทั้งกลุ่มวางแผนกลับฮาร์เวิร์ดให้ทันฤดูใบไม้ร่วงแต่ก็เปลี่ยนใจอยู่ที่แคลิฟอร์เนียต่อไป และขาดเรียนที่ฮาร์เวิร์ดตั้งแต่นั้น
Facebook นั้น เป็นที่รู้จักในนามบริการออนไลน์ที่ทำให้ผู้ใช้แบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนที่อยู่ในสังคมเดียวกันแบบรวดเร็วทันใจ และเข้าถึงทั้งข้อมูลแฟ้มภาพถ่ายเมื่อครั้งไปเที่ยว ภาพยนตร์ที่ชอบ และประวัติส่วนตัวทั่วไปต่างจากเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์อื่นตรงที่ Facebook เป็นชุมชนในโลกที่มีตัวตนอยู่จริง ใช้ชื่อ Email เดียวกันและต้องการทำความรู้จักคนอื่น ๆ ในสังคมเดียวกัน ทั้งหมดนี้โดนใจชาวอเมริกันที่กระตือรือร้นอยากจะรู้จักคนอื่นในสังคมเดียวกันให้มากขึ้น
ซัคเกอร์เบิร์กได้พบกับ Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้งบริการชำระเงินออนไลน์ PayPal ซึ่งให้ทุนก้อนแรกมา ๕ แสนเหรียญ สำนักงาน Facebookแห่งแรกจึงกำเนิดขึ้นที่ University Avenue ในตัวเมือง Palo Alto นับจากนั้นไม่กี่เดือน ปัจจุบัน Facebook มีอาคารสำนักงานในเมือง Palo Altoจำนวน ๔ อาคาร ซึ่งซัคเกอร์เบิร์กเรียกว่า "urban campus" หรืออาณาจักรวิทยาลัย

ลักษณะการทำงานของ Facebook​

Facebook เปิดตัวในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ โดย มาร์ก ซักเกอร์ เบิร์ก ซึ่งขณะนั้นเป็นนักศึกษาหนุ่มน้อยวัยแค่ ๒๐ ปี จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง "ฮาร์วาร์ด"
เขาร่วมมือกับเพื่อนอีก ๒ คน คิดค้นสร้าง เครือข่ายภายในรั้วมหาวิทยาลัยโดยให้นักศึกษาที่สนใจสามารถเข้ามาอัพเดตและ แบ่งปันข้อมูลส่วนตัวและ
รูปภาพได้ จนได้รับความนิยมมากขึ้น จากภายในมหาวิทยาลัยกระจายสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำอื่น ๆ และขยายกลุ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีผู้สนใจจากทั่วโลกเข้าลงทะเบียนใช้งานมากกว่า ๒๔ ล้านคน เฉลี่ยมีผู้ลงทะเบียนใหม่กว่า๑๐๐,๐๐๐ รายต่อวัน
มีลิงก์จากเพื่อนส่งเข้ามาหาและถ้าตอบตกลง sign up เข้าไปก็จะเข้าไปอยู่ในเครือข่ายของ Facebook ทันที ขณะเดียวกันก็สามารถส่งลิงก์ เชื้อเชิญเพื่อนคนอื่นให้เข้ากลุ่มเป็นลูกโซ่ ต่อไปได้ โดยใน Facebook จะมีการแบ่งปันข้อมูลประสบการณ์ของแต่ละคน อัพเดตรูปภาพที่ได้ไปเที่ยวกันมา พูดคุย ติดต่อ เมาท์ หรือแม้แต่เข้าไปยุ่งเรื่องคนอื่นก็ได้
บางคนอาจคิดว่า Facebook เหมือนกับ My space เว็บไซต์เครือข่ายออนไลน์ที่ฮอตอยู่ในขณะนี้ แต่ Facebook มีมากกว่านั้นความโดดเด่นของ Facebook คือผู้ใช้งานต้องใช้ชื่อจริงและอีเมล์เดียวกันในการลงทะเบียนและมีความต้องการที่จะรู้จักคนอื่นที่มีตัวตนจริง ๆ บนโลกใบนี้
นักวิจัยจากสถาบันแห่งหนึ่งจากอังกฤษกล่าวว่า Facebook ยอดเยี่ยมกว่า My space เพราะเหมาะสำหรับ "เด็กดี" ขณะที่ My space เหมาะสำหรับ ขาร็อก ฮิปฮอป ศิลปิน หรือคนทำงาน

ความร้อนแรง และความหอมหวานของ Facebook ทำให้บริษัท ออนไลน์ยักษ์ใหญ่ ของโลกอย่างYahoo.com เสนอซื้อกิจการด้วยมูลค่า สูงลิ่วถึง $ ๑.๖ พันล้าน แต่ได้รับการปฏิเสธจาก Mark Zuckerberg ก่อนหน้านี้
เมื่อเร็ว ๆ นี้ยักษ์ใหญ่ Search Engine อย่าง Google ก็อยากได้ Facebook มาไว้ในครอบครอง ด้วยการยื่นข้อเสนอทุ่ม ๒.๖ พันล้าน ดอลล่าสหรัฐ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา แต่ดูท่าทีของ CEO Zuckerberg แล้ว ยังอยากเก็บหุ้นส่วน และบริษัทของตัวเองไว้มากกว่า
จากการทุ่มเสนอซื้อ Facebook ของ Google ครั้งนี้เป็นที่น่าสังเกต ว่าราคาสูงกว่า ที่เคยซื้อ Youtube มากทีเดียว ซึ่งเดิมที Google ได้ซื้อ Youtube มาด้วยราคา $ ๑.๖๕ พันล้าน

ขายหุ้นให้ไมโครซอฟท์

บิลล์ เกตส์ ผู้สร้างตำนานลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อมาก่อตั้งไมโครซอฟท์ เป็นนักลงทุนรายแรก ที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงิน ๒๔๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ แลกกับหุ้นเฟชบุ๊กเพียงแค่ ๑.๖ % เมื่อปลายปี ๒๕๕๐ต้งแต่เฟซบุ๊กให้บริการมาได้แค่ ๓ ปี และมีผู้ใช้บริการเพียง ๕๐ ล้านคนขณะนั้น รายได้ของเฟซบุ๊กก็ยังไม่มากมายเท่าทุกวันนี้ โดยสามารถทำเงินเพียง ๑๕๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสินทรัพย์รวมไม่ถึง ๒๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ
กระนั้น การตัดสินใจของไมโครซอฟท์หนุนส่งให้มูลค่าตลาดของเฟซบุ๊กเพิ่มขึ้นเป็น ๑,๕๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในชั่วข้ามคืน ช่วงเวลานั้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไมโครซอฟท์คงกินยาผิด ถึงได้ตัดสินใจขี่ช้างจับตั้กแตนขนาดนั้น แต่นักวิเคราะห์ที่รู้จริงกลับเดาทาง ถูกว่า เงินแค่ ๒๔๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก เมื่อเทียบกับ สิ่งที่ไมโครซอฟท์หมายมั่นปั้นมือ
นั่นคือ การแลกกับสินทรัพย์มหาศาลที่มองไม่เห็นในงบดุล จากการเข้าถึงฐานลูกค้าจำนวนหลายสิบหลายร้อนล้านคนของ Facebook โดยเฉพาะลูกค้าต่างประเทศ และลูกค้าในวัยหนุ่มสาว ซึ่งไมโครซอฟท์ยังเข้าไม่ถึง

ขายหุ้นให้กับ DST สัญชาติรัสเซีย

นอกจากนี้ ดีลประวัติศาสตร์อีกครั้งของ Facebook ก็คือตกลง ขายหุ้นนิดหน่อยให้กับกลุ่มนักลงทุนอินเตอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ สัญชาติรัสเซีย "ดิจิตอล สกาย เทคโนโลยีส์" หรือ DST เพื่อแลกกับการเจาะตลาด Facebook ในแถบรัสเซีย และยุโรปตะวันออก ซึ่ง DST เป็นเจ้าของธุรกิจ และนายทุนใหญ่คุมตลาดอินเตอร์เน็ตทั้งภูมิภาคดังกล่าว
ดีลประวัติศาสตร์นี้ ตกลงกันสำเร็จเมื่อเดือน พฤษภาคม ปีที่แล้ว โดยฝ่ายนายทุนหมีขาวใจป้ำยินดีจ่ายเงิน ๒๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ แลก เปลี่ยนกับหุ้นบุริมสิทธิแค่ ๑.๙๖ % ของหุ้น Facebook ซึ่งขณะนั้นมีมูลค่า รวม ๑๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมรับปากว่าจะไม่มีตัวแทนในบอร์ด บริหารและไม่ก้าวก่ายเรื่องการบริหาร ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญของ Facebook ตลอดมา
ถึงแม้จะร่ำรวยทั้งเงินทองและชื่อเสียงชนิดหาตัวจับยาก แต่ทุกวันนี้ CEO หนุ่มแห่ง Facebook ยังคงใช้ชีวิตสมถะไม่แตกต่างจากเดิมเขาชอบสวมสเวตเตอร์เชิ้ตสีน้ำตาล กับกางเกงสแล็กสีกากีง่าย ๆ และรองเท้าแตะอาดิดาสคู่โปรดยังคงเช่าอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ อยู่ใกล้ออฟฟิศทำงานย่าน พาโล อัลโต ซึ่งเป็นซิลิคอน วัลเลย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เหมือนเมื่อครั้งเริ่มก่อตั้งFacebook ใหม่ ๆ ภายในห้องมีแค่ฟูกนอนราคาถูก โต๊ะทำงานตัวเดียว กับเก้าอี้สองตัว
ส่วนอาหารเช้าของมหาเศรษฐี ก็ยังเป็นซีเรียลใส่นมในชามกระดาษกับช้อนพลาสติก และใครจะเชื่อว่าเขายังขี่จักรยาน หรือไม่ก็เดินไปทำงานทุกวัน !!!ที่มา : mewic.wordpress.com