บุกอาเซียน! Alibaba เท 1 พันล้านดอลล์ซื้อ Lazada

ภาพ Jack Ma ผู้ก่อตั้งอาลีบาบาในวันที่นำบริษัทเข้าตลาดหุ้น

อาลีบาบา (Alibaba) เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซจีน ประกาศซื้อกิจการ "ลาซาดา" (Lazada) ในเครือบริษัทร็อคเก็ตอินเทอร์เน็ต (Rocket Internet) สัญชาติเยอรมนี เบื้องต้น ซีอีโอลาซาดายิ้ม ความเชี่ยวชาญของอาลีบาบาจะช่วยให้ลาซาดาเจาะตลาดอาเซียนได้อย่างสนุกสนานแน่นอน
การลงทุนเพื่อกุมบังเหียนลาซาดาครั้งนี้ของอาลีบาบา ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เนื่องจากอาลีบาบานั้นเป็นผู้ให้บริการเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของจีน โดยแม้จีนจะได้ชื่อว่าเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อมหาศาล ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าตลาดสหรัฐฯ ยุโรป หรือแม้แต่ประเทศตะวันตก แต่เพราะข้อจำกัดเรื่องการขยายส่วนแบ่งตลาด ทำให้บริษัทที่อยู่ภายใต้การบริหารของมหาเศรษฐีแจ็ก หม่า (Jack Ma) ตัดสินใจเดินทางมาขุดทองในโลกอาเซียน หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งลาซาดากรุยทางไว้แล้ว
ปัจจุบัน ลาซาดาให้บริการในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม สื่อต่างประเทศยกให้ลาซาดาเป็นห้างสรรพสินค้าออนไลน์ที่เติบโตรวดเร็วที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการจำหน่ายสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งสินค้าแฟชั่น จนถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
ในแถลงการณ์ อาลีบาบา ประกาศว่า ได้ตกลงซื้อหุ้นในลาซาดาด้วยมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท โดยจะประกอบด้วย การซื้อหุ้นจัดสรรใหม่โดยลาซาดา มูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิม จุดนี้มีรายงานว่า หนึ่งในผู้ถือหุ้นเดิมนี้มีเทสโก้ (Tesco) ผู้ให้บริการซูเปอร์มาร์เกตรายใหญ่ที่สุดของอังกฤษรวมอยู่ด้วย โดยเทสโก้ออกแถลงการณ์แล้วว่า จะจำหน่ายหุ้น 8.6% ในลาซาดาให้แก่อาลีบาบาเป็นเงิน 129 ล้านเหรียญสหรัฐ
หลังการขาย รายงานจากรอยเตอร์ ระบุว่า เทสโก้จะยังคงถือหุ้นในลาซาดาอีก 8.3% โดยการขายหุ้นครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายหันไปให้ความสำคัญต่อธุรกิจหลักในอังกฤษอย่างจริงจัง ซึ่งการขายทิ้งธุรกิจในเกาหลีใต้เมื่อปีที่แล้ว ก็เป็นผลจากนโยบายนี้ที่เทสโก้เริ่มดำเนินการมานานกว่า 2 ปี
ทั้งหมดนี้ แม็กซ์ บิตเนอร์ (Max Bittner) ซีอีโอลาซาดา กรุ๊ป ให้ความเห็นว่า ตลาดอาเซียนนั้นเป็นตลาดที่น่าสนใจ เพราะผู้บริโภคซึ่งใช้งานอุปกรณ์พกพานั้นมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ทั้งหมดนี้แสดงถึงแนวโน้มในตลาดค้าปลีกยุคใหม่ที่ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก การร่วมทุนกับอาลีบาบาจึงจะช่วยให้ลาซาดาสามารถปรับปรุงบริการได้ดียิ่งขึ้น เพราะอาลีบาบามีความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อการเติบโตของลาซาดาในอนาคต
ซีอีโอลาซาดาไม่เปิดเผยข้อมูลลูกค้าล่าสุดของบริษัท โดยระบุเพียงว่า การร่วมทุนกับอาลีบาบาจะช่วยให้ลาซาดาเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค หรือคอนซูเมอร์ที่มีจำนวนมากกว่า 560 ล้านรายในอาเซียนได้ดีขึ้น
หน้าเว็บไซต์ Lazada ประเทศไทย
สำหรับอาลีบาบานั้นมีดีกรีเป็นต้นสังกัดของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซทั้งเบอร์หนึ่ง และเบอร์สองของจีน โดย เถาเป่า (Taobao) เป็นร้านออนไลน์เบอร์หนึ่ง ขณะที่ ทีมอล (Tmall) เป็นร้านออนไลน์ที่ชาวจีนให้ความนิยมอันดับสอง เรียกว่า อาลีบาบากินรวบส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในตลาดจีนมาแล้ว ก่อนที่จะหันมาลงทุนในลาซาดาเพื่อบุกตลาดอาเซียนจริงจัง
ขณะที่ต้นสังกัดลาซาดา อย่างร็อคเก็ต อินเทอร์เน็ต เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซจากเยอรมนี แถลงการณ์ว่า หลังการปรับโครงสร้างบริษัท ร็อคเก็ตจะยังถือหุ้นในลาซาดา 8.8% พร้อมยืนยันว่า ที่ผ่านมา บริษัทได้รับส่วนแบ่งมากกว่า 15 เท่าตัวจากการลงทุนมูลค่า 20.5 ล้านเหรียญสหรัฐในลาซาดา
สำหรับกลุ่มทุนที่มีชื่อเคยให้ทุนลาซาดาในรอบหลายปีที่ผ่านมานั้น มีทั้ง คินเนวิก อินเวสต์เมนต์ (Kinnevik Investment) เทมาเสก (Temasek) เทนเกลแมนน์ (Tengelmann Ventures) เวอร์ลินเวสต์ (Verlinvest) และซัมมิต พาร์ตเนอร์ส (Summit Partners)
ข้อมูลล่าสุดของลาซาดา คือ การฉลองครอบรอบ 4 ปี ด้วยยอดขายสินค้ารวม 4.6 หมื่นล้านบาท จากสินค้าให้เลือกกว่า 16 ล้านชิ้น โดยในฐานผู้ค้าออนไลน์ 4 หมื่นรายนั้นเป็นผู้ค้าในไทยราว 8,400 ราย และมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 900% เมื่อเทียบระหว่างไตรมาส 1-ไตรมาส 4 ในปีที่ผ่านมา
Cr : manager.co.th

ปิดคดีปลดล็อก iPhone ระหว่าง Apple กับ FBI แล้ว! เมื่อทาง FBI สามารถปลดล็อกรหัสตัวเครื่องได้ แบบไม่ต้องพึ่ง Apple

กลายเป็นคดีที่คนจับตามองกันทั่วโลกเลยทีเดียว กับทาง FBI ได้ยื่นคำร้องต่อศาล สั่งให้ Apple สร้าง ROM แบบพิเศษ สำหรับปลดล็อกเครื่อง iPhone ของผู้ก่อการร้าย ที่ตกเป็นข่าวดังมากในสหรัฐฯ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่ทาง Apple ได้ปฏิเสธคำร้องขอดังกล่าว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้ใช้โดยตรง ล่าสุดคดีดังกล่าว ปิดฉากลงแล้ว อีกทั้งยังปิดคดีได้แบบง่ายๆ อีกด้วย
โดยทางกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ถอนฟ้องคดีดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่ว่า สามารถหาวิธีในการถอดรหัสผ่านตัวเครื่องได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แถมไม่จำเป็นต้องพึ่งพา Apple แต่อย่างใด แต่ยังไม่มีรายละเอียดว่า ทางกระทรวงฯ ถอดรหัสได้ด้วยวิธีใดกันแน่
แม้ว่าคดีนี้จะจบลงด้วยดี แต่สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของ Apple เมื่อทาง FBI สามารถปลดล็อกรหัสผ่านได้โดยไม่ผ่านการช่วยเหลือจาก Apple นั่นหมายความว่า อาจจะมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยดังกล่าวเกิดขึ้น และมีความเสี่ยงต่อการถูกเจาะและขโมยข้อมูลได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

Credit : techmoblog

Apple แขวนธงโจรสลัดเพื่อยกย่องผู้สร้าง Macintosh ในโอกาสก่อตั้งบริษัทครบรอบ 40 ปี

Apple ได้จัดการแขวนธงโจรสลัดที่สำนักงานใหญ่ในเมือง Cupertino เนื่องในโอกาสการก่อตั้งบริษัทครบรอบ 40 ปี และเพื่อยกย่องเหล่าผู้สร้าง Macintosh รุ่นแรกซึ่งมีหัวหน้าทีมคือ Steve Jobs อดีตซีอีโอ Apple
ธงผืนนี้ จะเป็นรูปหัวกะโหลกที่มักจะใช้ในเรือของโจรสลัด และมีลูก Apple สีรุ้งเป็นตา โดยธงผืนนี้ถูกใช้ในทีม Macintosh ตั้งแต่ปี 1983 ผู้ที่เย็บธงนี้ขึ้นมาคือโปรแกรมเมอร์ SteveCapps และมีการเพ้นสีโดยกราฟิกดีไซเนอร์ Susan Kare
ทั้งนี้ ยังมีวลีเด็ดของ Steve Jobs อีกอย่างที่ว่า "Why join the navy if you can be a pirate?" ซึ่งก็ถือเป็นอีกวลีของ Jobs ที่โด่งดังมาก (ภาพกราฟิกจาก Startup Quote)
tumblr_l13tvhmczg1qz6pqio1_r2_500
นอกจากนี้ Apple ก็ได้จัดทำวิดีโอฉลองครบรอบ 40 ปีของบริษัทในชื่อ 40 Years in 40 Seconds และเปิดตัววิดีโอในงานอีเว้นท์ iPhone SE มาเมื่อก่อนหน้านี้
ที่มา – AppleInsider ภาพโดย Mohammed Jisrawi ผ่าน Twitter

โปรแกรม AI ญี่ปุ่น เขียนนิยายแข่งกับมนุษย์ เข้ารอบการประกวดระดับชาติด้วย!

เทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตามองมาก คือ หุ่นยนต์ AI ทีหลายท่านเคยได้ยินจากการแข่งขันหมากล้อม AlphaGo ชนะมนุษย์มาแล้ว แต่ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้พัฒนาโปรแกรม AI (ปัญญาประดิษฐ์) ที่สามารถเขียนนิยายเรื่องสั้น โดย AI ที่ถูกสร้างขึ้นนี้สามารถคิดเองและเขียนนิยายเอง เลยลองนำนิยายที่เขียนโดยโปรแกรม AI ส่งเข้าประกวด แล้วเรื่องนั้นได้ผ่านเข้ารอบแรกด้วย
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งอนาคตฮาโกะดาเตะ ( Future University Hakodate ) ภายใต้การดูแลของ อาจารย์ Hitoshi Matsubara ได้พัฒนาโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ ( AI )ให้มีความสามารถแนวคิดคล้ายมนุษย์ และเขียนนวนิยายได้เอง เบื้องต้นมันไม่ได้คิดเองทัังหมด แต่มีการวางโครงเรื่องคร่าว ให้โดยมนุษย์ และให้ศัพท์จำนวนนึง ที่เหลือก็ให้โปรแกรม AI จัดการเขียนเองหมด จนออกมาเป็นเรื่องสั้นที่ได้ส่งเข้าประกวดในการแข่งขัน Nikkei Hoshi Shinichi Literary Award ซึ่งเป็นการประกวดเขียนนิยายระดับชาติ ผลการแข่งขันปรากฎว่า นิยายจากโปรแกรม AI ผ่านเข้ารอบแรกได้สำเร็จ โดยผลงานมีชื่อว่า Konpyuta ga shosetsu wo kaku hi – The Day A Computer Writes A Novel
การแข่งขัน Nikkei Hoshi Shinichi Literary Award มีนิยายส่งเข้าประกวดมากถึง 1,450 เรื่อง ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสนักเขียนที่เป็นไม่ใช่มนุษย์เข้าร่วมแข่งขันส่งประกวดเขียนนิยายด้วย โดยบางเรื่อง เขียนขึ้นโดยพวกโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ AI มากถึง 11 เรื่อง จากทีมอื่นๆ
เป็นเรื่องยากมากที่โปรแกรม AI จะสามารถเรียนรู้และเขียนเรื่องสั้นด้วยความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง แต่ตอนนี้ เราได้เห็นความก้าวหน้าอีกขั้น ว่าโปรแกรม AI สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้นแล้ว มีความคิดไอเดียของตัวเอง สามารถส่งผลงานนิยายแข่งประกวดกับมนุษย์ได้ แต่ตอนนี้ยังขาดบางอย่างคือ คือการบรรยายลักษณะของตัวละคร เท่านั้น
นับว่าโปรแกรม AI เป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่สำคัญและน่าจับตามองมากในปี 2016 นี้ หลายท่านคงอยากจะเห็นว่าเรื่องราวนวนิยาย ที่เขียนโดย โปรแกรม AI น่าอ่านน่าติดตามแค่ไหน
Credit : it24hrs

iPhone หาย ....ควรทำไง?

โดยสรุปแล้วขั้นตอนป้องกันมือถือหาย และติดตามมือถือที่หายไปหรือขโมยไป สามารถทำได้ดังนี้
  1. ควรล็อคหน้าจอมือถือ เพื่อไม่ให้ผู้พบมือถือเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวบนมือถือของเรา
  2. ใช้ Find My iPhone โดยสามารถติดตามผ่านทางเว็บไซต์ icloud.com
  3. จดหมายเลขอีมี่ 15 หลัก ตั้งแต่วันแรกที่ซื้อมา โดยสามารถหาได้จาก
– เข้า Settings > General > About   แล้วจะพบหมายเลขอีมี่ (IMEI) 15 หลัก
– กด *#06# แล้วกด โทรออก 
– ดูหมายเลขข้างกล่องมือถือที่ซื้อมา
– ถาดใส่ซิมก็มีหมายเลข IMEI สลักไว้ หรือสติ๊กเกอร์ติดไว้ 
– ดูตรงใบเสร็จรับเงิน ก็มีหมายเลข IMEI มือถือระบุอยู่ด้วย (เก็บเป็นหลักฐาน)

    โดยหมายเลข IMEI นี้ มีประโยชน์คือ ทันทีที่เครื่องมือถือเราถูกใช้งาน จะมีข้อมูล IMEI ปรากฏเป็น LOG ให้แต่ละเครือข่ายผู้ให้บริการมือถือเก็บข้อมูลเสมอ ทั้ง โทรเข้า โทรออก ส่ง SMS หรือต่อเน็ต ก็จะมีรายงานตลอด
    ทันทีที่มือถือหาย (ย้ำต้องใจเย็น ๆ)

    ติดตามผ่านแอพ Find My iPhone โดยสามารถติดตามได้ผ่านทางเว็บไซต์icloud.com หรือถ้ากรณีใช้ android ก็มีแอพตัวอื่นๆเช่น Samsung Dive และ Lookout  แต่ อย่ากด Play Sound เด็ดขาด เพราะโจรจะไหวตัวทัน และรู้ว่ามีการติดตามผ่านแอพ Find My iPhone ด้วย วิธีการที่แนะนำคือ กด notify me when found แล้วใส่ Lost mode พร้อมกับรหัส Lock หน้าจอไว้ แล้วทิ้งเบอร์โทรกลับด้วย เผื่อมีคนอื่นหาเจอแล้วสามารถติดต่อกลับมาหาเรา (หรือกรณีลืมไว้บน Taxi อย่าเพิ่งทำอะไรกับ iPhone ทั้งสิ้น โดยให้ใช้วิธี ดูจุดพิกัดผ่าน iCloud.com หลังจากนั้นให้เราหามอเตอร์ไซร์ซักคันแล้วขับตามไปจุดพิกัดใน iPhone เป็นวิธีที่เร็วที่สุดโดยไม่ต้องพึ่ง หน่วยงานอื่น ก่อนที่พิกัดใน iPhone ของเราหายไป เพราะเครื่องอาจจะถูกปิดแล้วจะทำให้เราเช็คพิกัดบน iPhone ไม่ได้)
    แต่ถ้าหากันสุดๆผ่านแอพ Find My iPhone แล้วติดตามไม่ได้ หาไม่เจอ หรือไร้ร่องรอยเลย  ให้ไปแจ้งความที่ สน. ที่รับผิดชอบพื้นที่ที่เราทำมือถือหาย โดยบอกว่า ต้องการเอกสาร ตราครุฑ เพื่อแจ้งให้โอเปอร์เรเตอร์มือถือทั้ง 3 ราย (AIS , Dtac True ) ให้ช่วยตรวจสอบหา IMEI ว่ามีคนใช้บริการหรือเปล่า  โดยร้อยเวรจะถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สอบสวนและลงบันทึกคดี
    เมื่อแจ้งความเสร็จแล้ว จะได้เอกสารตราครุฑ มา 3 ชุด ก็นำเอกสารแต่ละฉบับไปยื่นที่แผนกกฎหมายของแต่ละโอเปอร์เรเตอร์สำนักงานใหญ่ด้วยตัวเอง (ไม่ยื่นตาม Shop) ควรยื่นที่แผนกกฎหมายในสำนักงานใหญ่ของโอเปอร์เรเตอร์ทั้ง 3 ราย แล้วหมั่นโทรติดต่อกับทางโอเปอร์เรเตอร์ทั้ง 3 รายด้วยว่าพบ IMEI เครื่องเราถูกการใช้งานแล้วหรือยัง ทันทีที่ตรวจเจอแล้ว ต้องเอาข้อมูลที่ได้มามาแจ้งตำรวจทันที แม้ว่าเดี๋ยวเครือข่ายก็จะแจ้งเช่นกัน แต่ก็อาจช้าไม่ทันใจได้
    และถ้าเบอร์ที่ใช้เครื่อง IMEI เรานั้น ลงทะเบียนซิมหรือลงทะเบียนรายเดือนไว้ ก็สามารถตามหาเจ้าของเบอร์ แล้วตามสืบหามือถือเราได้ และเผลอจะสืบสวนสาวไปถึงคนที่แอบขโมยมือถือของเราไปขายด้วย
    วิเคราะห์ว่าทำไมไม่ได้มือถือคืน
    1. โอเปอร์เรเตอร์ทั้ง 3 เจ้า รับเรื่องเราไว้จริง แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรปล่อยทิ้งไว้แบบนั้น
    2. เจ้าหัวขโมยไม่ได้ใช้งานโทรศํพท์ที่เอาไปเลย คือขโมยแล้วก็เอาไปตั้งโชว์ไว้เฉย ๆ
    3. ตำรวจเพิกเฉยในการตามหา

    Cr : it24hrs
    compose : itgeny.blogspot.com

    มาดูกัน... คน 8 เจเนอเรชั่น คุณอยู่ในกลุ่มไหนนะ?



    อีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า สังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มขั้น สวนทางกับอัตราการเกิดที่มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากผู้หญิงยุคใหม่เป็นเวิร์กกิ้งวูแมนมากขึ้น สนใจเรื่องการทำงานมากกว่าคิดจะมีครอบครัว สาวโสดก็เลยครองเมืองกันเพียบ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โครงสร้างประชากรไทยกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป และดูเหมือนว่า ในอนาคตเราอาจจะเผชิญกับสภาวะที่ขาดแคลนแรงงานก็เป็นได้
    อย่างไรก็ตาม จริง ๆ แล้ว โครงสร้างของสังคมมีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจในช่วงนั้นที่เป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และคนในแต่ละยุค แต่ละสมัยก็จะมีพฤติกรรม ความคิด ทัศนคติ ไลฟ์สไตล์ ความรู้ความสามารถ ค่านิยม การบริหารจัดการที่แตกต่างกันออกไป ทางสหรัฐอเมริกา และโลกตะวันตก จึงได้จัดแบ่งกลุ่มคนออกเป็นรุ่นต่าง ๆ 8 เจเนอเรชั่น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเกณฑ์การจัดแบ่งรุ่นนี้ก็เป็นที่นิยมใช้กันไปทั่วโลกด้วย
    ...ลองไปตรวจสอบกันดูซิว่า ครอบครัวของคุณ และตัวคุณเอง อยู่ในรุ่นไหนบ้าง และมีอุปนิสัยคล้ายกับข้อมูลต่อไปนี้หรือไม่

    1. Lost Generation
    ประชากรยุคแรกที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2426-2443 หรือในช่วงทศวรรษที่ 80 ปัจจุบันคนกลุ่มนี้เสียชีวิตไปหมดแล้ว จึงถูกตั้งชื่อว่า "Lost Generation" เหตุการณ์ที่สำคัญที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนยุคนี้ก็คือ การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 

     2. Greatest Generation
    Greatest Generation หรือที่รู้จักกันว่า G.I. Generation คนกลุ่มนี้เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2444-2467 คือยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขาจึงกลายมาเป็นกำลังหลักของการต่อสู้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามสงบ เกิดสภาพเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก คนรุ่นนี้จึงเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจให้กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง
    ผู้คนในยุคนั้นจะมีความเป็นทางการสูง ผู้ชายจะใส่สูทผูกเนคไทเมื่อออกจากบ้าน คนในสังคมจะมีแบบแผนปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน คือ มีความคิด ความเห็น ความเชื่อเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เชื่อมั่นรัฐบาล อำนาจรัฐ มีจิตสำนึกความเป็นพลเมืองร่วมกัน

     3. Silent Generation
    หมายถึงคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2468-2488 ประชากรรุ่นนี้จะมีไม่มากเท่ารุ่นอื่น ๆ เพราะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี และหลังจากนั้นก็เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ดังนั้น ผู้คนจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ต้องทำงานหนักในโรงงาน หามรุ่งหามค่ำ คนรุ่นนี้จึงมีความเคร่งครัดต่อระเบียบแบบแผนมาก มีความจงรักภักดีต่อนายจ้าง และประเทศชาติสูง เคารพกฎหมาย เป็นยุคที่ผู้หญิงเริ่มออกมาทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น กระทั่งเวลาผ่านไป เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว คนในรุ่นนี้จึงได้รับโอกาสมากขึ้น มีช่องทางการสร้างกิจการของตัวเอง รวมทั้งมีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นรากฐานจนถึงปัจจุบันนี้ 



     4. เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) 
    เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) หรือ Gen-B หมายถึงคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489 – 2507 หรือในยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สาเหตุ ที่เรียกว่า "เบบี้บูมเมอร์" ก็เพราะว่าหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง บ้านเมืองที่ผ่านการสู้รบได้รับความเสียหายอย่างหนัก ประชากรที่เหลืออยู่ในแต่ละประเทศจึงต้องเร่งฟื้นฟูประเทศให้กลับมาแข็ง แกร่งมั่นคงอีกครั้ง แต่ทว่า...สงครามที่ผ่านพ้นไปก็ได้คร่ากำลังพล และแรงงานไปเป็นจำนวนมาก ประเทศเหล่านี้จึงขาดแรงงานในการขับเคลื่อน ประเทศ คนในยุคนั้นจึงมีค่านิยมที่จะต้องมีลูกหลาย ๆ คน เพื่อสร้างแรงงานขึ้นมาพัฒนาประเทศชาติ จึงเป็นที่มาของคำว่า "เบบี้บูมเมอร์" นั่นเอง
    ปัจจุบันนี้ คนยุคเบบี้บูมเมอร์คือคนที่มีอายุตั้งแต่ 49 ปีขึ้นไป และเริ่มเข้าสู่วัยชราแล้ว คนกลุ่มนี้จึงเป็นคนที่มีชีวิตเพื่อการทำงาน เคารพกฎเกณฑ์ กติกา มีความอดทนสูง ทุ่มเทให้กับการทำงานและองค์กรมาก สู้งาน พยายามคิดและทำอะไรด้วยตัวเอง เป็นเจ้าคนนายคน ถูกครอบครัวสั่งสอนมาให้เป็นคนประหยัด อดออม จึงมีการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และระมัดระวัง คน ในยุคอื่น ๆ อาจจะมองคนยุคเบบี้บูมเมอร์ว่าเป็นพวก "อนุรักษนิยม" เป็นคนที่เคร่งครัดในขนบธรรมเนียมประเพณี แต่คนกลุ่มนี้ถือว่าน่าจะมีจำนวนมากที่สุดในสังคมปัจจุบันเลยทีเดียว

    เหตุการณ์สำคัญที่คนในรุ่นนี้เคยประสบ หรือเคยได้ยินก็คือ ข่าวความสำเร็จของการส่งนักบินอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ ข่าวการทำสงครามเวียดนาม เป็นต้น

     
    5. เจเนอเรชั่น เอ็กซ์ (Generation X)

    หลัง จากยุคเบบี้บูมเมอร์ส่งผลให้เด็กเกิดมากขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็คือ ทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกนี้ไม่เพียงพอที่จะจัดสรรให้ได้ทุกคน เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนจึงกลับมานั่งคิดว่า หากไม่ควบคุมอัตราการเกิดไว้ สุดท้ายแล้วคนทั้งโลกก็จะขาดแคลนอาหาร ดังนั้น จึงเกิดเป็นยุค "เจเนอเร ชั่น เอ็กซ์" (Generation X) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "Gen-X" ที่เป็นกระแสตีกลับจากยุคเบบี้บูมเมอร์ มีการควบคุมอัตราการเกิดของประชากร อย่างเช่นในประเทศจีนก็มีการรณรงค์ให้คนมีลูกได้เพียง 1 คนเท่านั้น
    คนยุคนี้จะเกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2508-2522 อาจเรียกอีกชื่อว่า "ยับปี้" (Yuppie) ที่ย่อมาจาก Young Urban Professionals เพราะ เกิดมาพร้อมในยุคที่โลกมั่งคั่งแล้ว จึงใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เติบโตมากับการพัฒนาของวิดีโอเกม, คอมพิวเตอร์, สไตล์เพลงแบบฮิปฮอป และอาจทันดูทีวีจอขาวดำด้วย
    ปัจจุบัน คนยุค Gen-X เป็นคนวัยทำงาน มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปแล้ว พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ที่เด่นชัดมากก็คือ ชอบอะไรง่าย ๆ ไม่ต้องเป็นทางการ ให้ความสำคัญกับเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว (Work–life balance) มีแนวคิดและการทำงานในลักษณะรู้ทุกอย่างทำทุกอย่างได้เพียงลำพังไม่พึ่งพาใคร เป็นตัวของตัวเองสูง มีความคิดเปิดกว้าง มีความคิดสร้างสรรค์
    อย่างไรก็ตาม หลายคนใน Gen-X มีแนวโน้มที่จะต่อต้านสังคม ไม่ได้เชื่อเรื่องศาสนาและ ไม่ได้ยึดขนบธรรมเนียมประเพณีมากนัก เป็นคนที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวกับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป อย่างเช่นมองว่าการอยู่ก่อนแต่ง หรือการหย่าร้างก็เป็นเรื่องปกติ เช่นเดียวกับเรื่องเพศที่ 3 ซึ่งต่างจากกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ที่มองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องผิดจารีตประเพณี เป็นอย่างยิ่ง

     6. เจเนอเรชั่น วาย (Generation Y)
    ถัดจากยุค Gen-X ก็คือ ยุคเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) หรือ ยุค Millennials ซึ่งก็คือคนที่เกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2523-–2540 คนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และค่านิยมที่แตกต่างระหว่างรุ่นปู่ย่าตายาย กับ รุ่นพ่อแม่ แต่ก็รับเอาความเจริญรุดหน้าของเทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ตเข้ามาแทรกอยู่ในการดำรงชีวิตประจำวันด้วย
    ยุคนี้จะเป็นยุคที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตเป็นอย่างมาก ทำให้พ่อแม่ที่ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วจะดูแลเอาใจใส่ลูก ๆ เป็นอย่างดี เด็กยุคนี้จึงมักจะถูกตามใจตั้งแต่เด็ก ได้ในสิ่งที่คนรุ่นพ่อแม่ไม่ค่อยได้ มีการศึกษาดี มีลักษณะนิสัยชอบการแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบถูกบังคับให้อยู่กรอบ ไม่ชอบอยู่ในเงื่อนไข ชอบเสพข่าวสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่หลากหลาย มีอิสระในความคิด กล้าซัก กล้าถามในทุกเรื่องที่ตัวเองสนใจ ไม่หวั่นกับคำวิจารณ์ มีความเป็นสากลมาก มองว่าการนิยมชมชอบวัฒนธรรม หรือศิลปินต่างชาติเป็นเรื่องธรรมดา
    ปัจจุบัน คนกลุ่มนี้อยู่ในทั้งช่วงวัยเรียน และวัยทำงาน และจากการที่ยุคนี้เป็นยุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่น่าแปลกใจที่คนกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการทำงานที่เกี่ยวกับการ ติดต่อสื่อสาร ชอบงานด้านไอที ใช้ความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ รวมทั้งสามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เรียกได้ว่าสามารถใช้เครื่องมือเครื่องไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างที่เราอาจจะเคยเห็นภาพคนยุคใหม่ที่นั่งเล่น iPad ไปด้วย คุยโทรศัพท์ไปด้วย แถมบางคนยังกินข้าวไปพร้อม ๆ กันด้วยอีกต่างหาก
    ในเรื่องการทำงาน คนกลุ่มนี้ต้องการความชัดเจนในการทำงานว่าสิ่งที่ทำมีผลต่อตนเองและต่อหน่วย งานอย่างไร และชอบทำงานเป็นทีม ต่างจากกลุ่ม Gen-X ที่ชอบวันแมนโชว์มากกว่า เพราะคนในวัย Gen-X จะถูกฝึกมาแบบนั้น ต่างจากวัย Gen-Y ที่เติบโตมาพร้อมกับการประชุม การระดมความคิดเห็น แต่ทว่าคนกลุ่มนี้จะไม่ค่อยอดทนเหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่นัก หวังที่จะทำงานได้เงินเดือนสูง ๆ แต่ไม่อยากไต่เต้าจากการทำงานข้างล่างขึ้นไป คาดหวังในการทำงานสูง ต้องการคำชม กลุ่ม Gen-Y มักจะจัดสรรเวลาให้งานและชีวิตส่วนตัวในจุดที่สมดุลกัน พอหลังเลิกงานอาจไปทำกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเอง เช่น ไปเล่นฟิตเนส ไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง จะไม่ค่อยหมกมุ่นอยู่กับงานเหมือนกับคนรุ่นก่อน
    นอกจากนี้ กลุ่ม Gen-Y จะเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีใจช่วยเหลือสังคม รักษาสิ่งแวดล้อม มีความสัมพันธ์ที่ดีและแน่นแฟ้นกับพ่อแม่


     7. เจเนอเรชั่น ซี (Generation Z)

    Gen-Z คือ คำนิยามล่าสุดของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน หมายถึงคนที่เกิดหลัง พ.ศ. 2540 ขึ้นไป เทียบ อายุแล้วก็คือวัยของเด็ก ๆ นั่นเอง เด็ก ๆ กลุ่ม Gen-Z นี้ จะเติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่อยู่แวดล้อม มีความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ และเรียนรู้ได้เร็ว เพราะพ่อแม่ใช้สิ่งเหล่านี้อยู่ในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กรุ่น Gen-Z แตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ สมัยที่ยังเป็นเด็กอยู่ก็คือ เด็กรุ่นนี้จะ ได้เห็นภาพที่พ่อและแม่ต้องออกไปทำงานทั้งคู่ ต่างจากรุ่นก่อน ๆ ที่อาจจะมีพ่อออกไปทำงานคนเดียว ด้วยเหตุผลนี้ เด็ก Gen-Z หลาย ๆ คนจึงได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นมากกว่าพ่อแม่ของตัวเอง


    และนอกจาก 7 เจเนอเรชั่นที่บอกไปแล้ว ปัจจุบันนี้ยังมีคำนิยามเพิ่มขึ้นมาอีก 1 กลุ่ม แต่ไม่ได้จัดอยู่ร่วมกับ 7 เจเนอเรชั่นข้างต้น คือ กลุ่ม "Gen-C" เป็นคำใหม่ที่ Google และ Nielsen บัญญัติ ใช้สำหรับเรียกกลุ่มคนยุคใหม่ที่ไม่ได้แบ่งตามอายุเหมือน 7 เจเนอเรชั่นข้างบน แต่จัดกลุ่มตามพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต และโซเชียลเน็ตเวิร์ก

    ทั้งนี้ คนที่จะถูกจัดเข้ากลุ่ม Gen-C นั้น ก็คือคนกลุ่ม Baby Boommer และ Gen-X ที่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง หันมาสนใจเทคโนโลยีมากขึ้น ไปจนถึงขั้นเสพติดการเชื่อมต่อ แต่ไม่รวมคนกลุ่ม Gen-Y เป็นพวก Gen-C ด้วย นั่นเพราะคนกลุ่ม Gen-Y ปกติก็จะมีการเชื่อมต่อโลกไร้สายเป็นประจำอยู่แล้ว ต่างกับคนกลุ่ม Baby Boommer และ Gen-X ที่ในอดีตแทบไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย แต่เมื่อเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีมากขึ้น พฤติกรรมของคนเหล่านี้จึงต้องเปลี่ยนไปตามโลก
    สำหรับคน Gen-C นั้น จะมีนิสัยที่เห็นเด่นชัดมาก ๆ คือ จะมีการเชื่อมต่อตลอดเวลา มีการอัพเดทข้อมูล สนใจข่าวสารที่ได้รับรู้มาในโลกไซเบอร์ พร้อมจะแชร์ต่อทุกเมื่อ ติดตามดูคลิปในยูทูบมากกว่านั่งดูโทรทัศน์ เหมือนกับสังคมออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของตัวเองไปแล้ว และคนกลุ่มนี้ก็ยังกลายมาเป็นผู้ขับเคลื่อนวัฒนธรรมใหม่ ๆ ด้วย

    อย่างไรก็ตาม คนกลุ่ม Gen-C นี้ แม้จะชอบโพสต์ข้อความมากมาย แต่ก็จะโพสต์ด้วยความระมัดระวังกว่าคน Gen-Y ที่อาจจะโพสต์ตามอารมณ์มากกว่า ต่างกับคน Gen-C ที่จะโพสต์เพื่อแบ่งปันความรู้ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ

    ถ้าเราลองเหลียวมองไปรอบ ๆ ตัว เราก็จะได้พบกับคนรุ่นต่าง ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันก็คือ Baby Boomer, Gen-X, Gen-Y และ Gen-Z ซึ่งนักการตลาด นักธุรกิจ ผู้บริหารองค์กรต่าง ๆ จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากทีเดียว เพราะจะช่วยทำให้พวกเขาได้เรียนรู้และเข้าใจบุคคลในวัยต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเรื่องต่าง ๆ ส่วนตัวเราเอง การได้เข้าใจสิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยในครอบครัว และลดช่องว่างในสังคมการทำงานได้ดีเลยล่ะ

    ข้อมูลจาก : kapook.com